ไม่น่าเลยจริงๆ ! จับหนุ่มพิการคารถเข็น โทษฐานค้ายาบ้า

หลังจากเจ้าหน้าที่สายสืบเฝ้าจับตาอยู่นาน จนมั่นใจว่า หนุ่มพิการในร้านของชำแห่งนี้ค้ายาบ้า จึงได้ทำการล่อซื้อยาจากสองคู่หูพิการ หนีไม่รอดทั้งคู่ จับได้พร้อมของกลาง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองชัยนาทร่วมกับตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท ติดตามเข้าจับกุมตัวนายนิด (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ที่ร้านขายของชำภายในซอยย่าน ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท หลังจากที่ทำการล่อซื้อโดยค้นพบยาบ้าจำนวน 9 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในขาเทียมข้างขวาของนายนิด และจับกุมผู้ต้องหาอีกคนในที่เดียวกัน คือนายนัน (นามสมติ) อายุ 35 ปี ชายพิการแขนขาอ่อนแรง ซึ่งเป็นผู้ขายที่สั่งให้นายนิดไปส่งยาบ้าให้กับสายสืบ ซึ่งยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันขายยาบ้าให้กับวัยรุ่นในชุมชนมาหลายเดือนแล้ว

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ได้ให้สายสืบเฝ้าติดตามพฤติกรรมของชายพิการทั้งสองคนมาประมาณ 3 เดือน จนเป็นที่แน่ชัด จึงได้ทำการล่อซื้อยาบ้าจากนายนัน โดยนัดส่งมอบกันในวันนี้ เมื่อถึงเวลานัดก็พบว่านายนิด เพื่อนร่วมขบวนการเป็นผู้มาส่งยาบ้า เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตามมาจนจับตัวได้ทั้งคู่

ซึ่งในการจับกุมครั้งนี้ได้สร้างความทุลักทุเลให้กับเจ้าหน้าที่พอสมควร เพราะนายนันเป็นผู้พิการที่ต้องนั่งรถเข็นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในการนำตัวไปส่งพนักงานสอบสวนต้องช่วยกันหามถึง 4 คนจึงนำตัวขึ้นรถได้

ระทึก! เรือไดร์ฟวิ่งดำน้ำ 10 ล้าน บึ้มกลางทะเลอันดามัน นทท.ลอยคอ 21 ชีวิต

ตำรวจน้ำนำนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมลูกเรือ รวม 21 คน เข้าฝั่งปลอดภัยหลังจากเรือถูกไฟไหม้ ก่อนจมลงกลางทะเลอันดามัน โชคดีได้เรือประมงที่อยู่ใกล้ช่วยไว้ได้ทั้งหมด

วันที่ 24 ม.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พ.ต.ท.สันติพงษ์ พันธ์สวัสดิ์ สว.สถานีตำรวจน้ำ 3 กก.9 ตำรวจน้ำ จ.สตูล รับแจ้งมีเรือบรรทุกนักท่องเที่ยวไปดำน้ำ (เรือไดร์ฟวิ่ง) เกิดไฟไหม้ในทะเลอันดามัน บริเวณเกาะราวี หมู่ที่7 ต.เกาะสาหร่าย จึงนำเรือตำรวจน้ำ 521 พร้อมกำลังพล ออกไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

ความคืบหน้า เวลา 00.30 น. วันที่ 24 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำชุดดังกล่าวได้นำนักท่องเที่ยวพร้อมลูกเรือทั้งหมด จำนวน 21 คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 18 คน และลูกเรือ 3 คน ถึงท่าเรือปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู ได้อย่างปลอดภัย จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า เรือที่ถูกไฟไหม้ชื่อเรือจรัลทัวร์ 3

นายแสนศักดิ์ หาญทะเล อายุ 32 ปีหรือน้องมิเชล แม่ครัวเรือจรัญทัวร์ 3 เล่าว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจึงวิ่งออกมาดูด้านล่าง จังหวะนั้นทุกคนพร้อมใจกันกระโดดหนีลงน้ำ.ลอยคออยู่นานร่วมชั่วโมงก่อนมีเรือประมงที่หาปลาบริเวณนั้นเข้ามาช่วยเหลือไว้และไม่คิดว่าจะรอดชีวิตมาได้

ด้าน นายจำเริญ หนูมี  อายุ 60 ปี กัปตันเรือ เล่าว่า เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ระหว่างเกาะราวี และเส้นทางมุ่งหน้าไปเกาะรอก จังหวัดตรัง  ช่างเครื่องได้ทำการอัดลมใส่ถังอากาศแล้วได้เกิดระเบิดขึ้น ไฟได้ไหม้ลุกลามไปทั่ว เผาวอดเรือไปทั้งลำและจมดิ่งลงใต้ทะเล สำหรับเรือลำดังกล่าวมีมูลค่า 10 ล้าน เนื่องจากเป็นเรือไม้ และมีการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ พร้อมอุปกรณ์เครื่องอัดอากาศ

ขณะที่ ร.ต.ท.มนัส  ธรรมดี รองสารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ประสานให้บริษัทนำเที่ยวเข้ามารับผิดชอบและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งจะเร่งติดต่อสถานฑูตของนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศในการเดินทางกลับ ส่วนทางด้านคดีจะมีการสอบสวนเจ้าของเรือว่าเกิดจากความประมาทหรือไม่

น.1ล่า3ผตห.ฆ่าทอมไม่ชัดซุกไทยยันทหารร่วมมือ

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เร่งติดตามผู้ต้องหาอุ้มฆ่าสาวทอม ไม่บอกอยู่ในประเทศหรือไม่ หวั่น จนท. ทำงานลำบาก พร้อมประสานต้นสังกัดทหาร คาดในอาทิตย์นี้จะมีข่าวดี

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้า คดีอุ้มฆ่า น.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง อายุ 28 ปี ว่า ล่าสุดผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 3 ไม่มีใครติดต่อเข้ามอบตัวเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างทำการสืบสวนสอบสวน เร่งติดตามตัวผู้ต้องหาคนที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะนายทหารและอดีตข้าราชการตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆาตกรรมโหดในครั้งนี้ ส่วนผู้ต้องหาที่จะหลบหนียังอยู่ในประเทศหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้ เนื่องจากเกรงว่าหากเปิดเผยข้อมูลออกไปอาจกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งผู้ต้องหามีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอด ทำให้การติดตามจับกุมตัวทำได้ค่อนข้างลำบาก และการการเข้าจับกุมอาจเกิดความคาดเคลื่อนระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับตัวผู้ต้องหา

ขณะเดียวกัน สำหรับตัวนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆาตกรรมในครั้งนี้นั้น ทางผู้บังคับบัญชานายทหารคนดังกล่าว ได้ให้ความมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และหากไม่เดินทางมารายงานตัวในระยะเวลามี่กำหนดก็ถือว่าหนีราชการ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และในส่วนการดำเนินคดีกับนายทหารคนดังกล่าวก็จะดำเนินการในศาลพลเรือน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังกล่าวด้วยว่า ในอาทิตย์จะมีข่าวดีเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีในคดีดังกล่าวอย่างแน่นอน และยืนยันว่าพนักงานสอบสวนจะทำสำนวนคดีให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผู้ใช้ฟอร์ดกว่า200คนร้องสคบ.จี้บริษัทเยียวยา

‘กลุ่มเหยื่อรถยนต์’ กว่า 200 คน ร้อง สคบ. จี้บริษัทผลิตรถยนต์เยียวยา และรับซื้อคืน หลังรถยนต์ใช้งานผิดปกติ

นายพัฒนพงศ์ อ่องแก้ว แกนนำ “กลุ่มเหยื่อรถยนต์” นำผู้ประสบปัญหาจากการใช้รถยนต์ฟอร์ด รุ่นเฟียสต้า และรุ่นโฟกัส ที่รวมตัวกันกว่า 250 คน เข้าร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้ช่วยเรียกร้องความรับผิดชอบจาก บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด กรณีบริษัทจำหน่ายสินค้ารถยนต์ไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหาบกพร่องร้ายแรง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ เหยื่อรถยนต์ได้รวมตัวกันขับรถที่มีปัญหาไปจอดไว้บริเวณด้านหน้าอาคารบี ศูนย์ราชการฯ พร้อมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ติดสติ๊กเกอร์คำว่า “เหยื่อรถยนต์” และ “เหยื่อเกียร์กระตุก” รอบคัน และร่วมกันส่งเสียงสะท้อนปัญหา เพื่อกดดันให้บริษัทฟอร์ดออกมาแสดงความรับผิดชอบ

นายพัฒนพงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ใช้รถยนต์ฟอร์ดรุ่นเฟียสต้าและรุ่นโฟกัส มากกว่า 500 คันที่มีปัญหาการใช้งาน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการออกแบบและผลิตระบบเกียร์ Power Shift ทำให้รถจำนวนมากมีอาการสั่น กระตุก กระชาก มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์ เร่งไม่ขึ้น ประตูปิดไม่ได้ หรือประตูเปิดเองขณะขับขี่ และปัญหาชิ้นส่วนอื่นๆ ของรถยนต์เสื่อมสภาพและชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้รถต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายการซ่อม ต้องเสียเวลานำรถเข้าศูนย์ซ่อมบ่อยครั้ง จึงต้องการให้ สคบ. บังคับใช้กฎหมาย สั่งให้บริษัทเยียวยาผู้บริโภคด้วยการรับซื้อคืน และหยุดจำหน่ายรถที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความปลอดภัย แต่สิ่งที่เห็นทุกวันนี้ คือ สคบ. ยังไม่มีความจริงใจ และทำงานล่าช้า พยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอด อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดจัดการให้บริษัทฟอร์ดออกมารับผิดชอบได้เลย จึงมาเรียกร้องความเป็นธรรม

ป.ป.ส.ตั้งค่าหัว 2 ล้าน ระดับผู้บงการ“แก๊งไซซะนะ” เครือข่ายยานรก

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้ตั้งค่าหัวผู้บงการรายใหญ่ของเครือข่ายยาเสพติด “ไซซะนะ” เป็นเงินรางวัลนำจับรายละ 2 ล้านบาท ให้กับผู้ที่แจ้งข้อมูลเบาะแสจนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญของเครือข่ายยาเสพติดนี้ได้

หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เข้าจับกุม นายไซซะนะ แก้วพิมพา นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ พร้อมเครือข่าย และเข้ายึดทรัพย์ในไทยเป็นเงินจำนวนกว่า 100 ล้านบาท ล่าสุดนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการขยายผลยึดทรัพย์ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายนี้ ซึ่งทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเครือข่ายนี้พบว่าอยู่ในฝั่ง สปป.ลาว ดังนั้น จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ของไทย เพื่อไปประสานงานการปฏิบัติภารกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลในขณะนี้เชื่อว่าผู้ต้องหามีทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดถึงหลัก 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ทาง ป.ป.ส. ยังได้จัดส่งข้อมูลของผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 รายให้กับทาง สปป.ลาว ไปใช้ในการติดตามจับกุม โดยผู้ต้องหา 2 รายนี้เป็นนักค้ายาเสพติดระดับ “ผู้บงการ” อยู่ในปฏิทินหมายจับโจรของตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยมีค่าหัวรายละ 2 ล้านบาท

ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว สามารถจับกุม หรือแจ้งข้อมูลเบาะแสที่จะช่วยขยายผลจนสามารถนำไปสู่ผลการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมอบเงินจำนวน 2 ล้านบาทดังกล่าวให้ทันที

ส่วนการใช้กฏหมายกับกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีนี้ ยืนยันว่า ป.ป.ส. มีระเบียบและวิธีพิจารณาหลายขั้นตอน ตั้งแต่การนำรายการทรัพย์สินที่ยึดได้มาตรวจสอบที่มาที่ไป โดยการอายัดเงินในบัญชีของเครือข่ายดังกล่าว แต่เนื่องจากยังมีขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบเพิ่ม จึงยังไม่สามารถสรุปรายการทรัพย์สินที่ยึดอายัดได้ทั้งหมด

สำหรับ นายไซซะนะ จัดเป็นผู้ต้องหารายสำคัญระดับใหญ่กว่า “เล่าต๋า แสนลี่” โดยอยู่ในเครือข่าย “อุสมาน สแลแมง” กลุ่มยาเสพติดรายใหญ่ของภาคใต้ ซึ่งคาดว่าเป็นแม่ข่ายในระดับเดียวกัน โดยทั้งสองจะมีนายใหญ่คนสำคัญเป็นคนสั่งการซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นคนสัญชาติใดเพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่านายไซซะนะ อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่จัดงานแท๊งกิ้ว ปาร์ตี้ หรือขอบคุณเอเยนต์ค้ายาเสพติด ภายในรีสอร์ตย่านเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่ถูกจับกุมได้เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติกรรมของนายไซซะนะ จะชอบจัดปาร์ตี้เพื่อตอบแทนเครือข่ายค้ายาเสพติดที่สามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการได้ทั้งหมด

คืบหน้าหนุ่มญี่ปุ่นหายตัว พบเป็นศพ พ่อแม่บินเข้ากรุง หลังตามหาที่ปาย

ความคืบหน้ากรณี หนุ่มญี่ปุ่นมาดเซอร์หายตัวไป ออกประกาศทั่วโซเชียลฯ ล่าสุดมีข้อมูลพบเป็นศพลอยเจ้าพระยา พ่อแม่รีบบึ่งเข้ากรุง หลังบินไปตามหาที่ปาย

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้ออกประกาศตามชายชาวญี่ปุ่น นายโซนัม ซึโบอิ (Sonam Tsuboi) ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทย โดยมีเบาะแสสุดท้ายที่โรงแรมย่านถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ แต่เมื่อวานนี้ (21 ม.ค.) ครอบครัวของนายโซนัม ได้เดินทางมาติดตามหาลูกชาย โดยมุ่งหน้าไปยัง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ทันที เนื่องจากนายโซนัมเคยไปเที่ยวปายเมื่อ 2 ปีก่อน และชื่นชอบธรรมชาติที่ อ.ปาย มาก

นายธนกฤต ฉันทะจำรัสศิลป์ นายอำเภอปาย ได้นำกำลังอาสารักษาดินแดนอำเภอปาย ออกตรวจรักษาความสงบเรียบร้อยและหาตัว นายโซนัม ซึโบอิ (Sonam Tsuboi) หนุ่มชาวญี่ปุ่น รูปร่างผอม ผมหยิกยาว รวบรัดไว้ด้านหลัง และมีรอยสักที่หลังเท้าซ้าย ซึ่งได้หายตัวไปอย่างปริศนา ในคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ซึ่งก่อนจะเช็คเอ้าท์ออกจากที่พักที่ถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร

นายโซนัน บอกว่าจะเดินทางไปภาคเหนือ โดยได้นัดแนะกับแฟนสาวชาวญี่ปุ่นที่จะเดินทางมาพบกันที่เมืองไทยในวันที่ 7 มกราคม 2560 แต่ปรากฏว่านายโซนัน ได้หายตัวไป นายโซนันและแฟนสาวเคยเดินทางมาเที่ยวที่ อำเภอปาย เมื่อ 2 ปีก่อนและชอบสถานที่ท่องเที่ยวที่อำเภอปายมาก ทำให้ ครอบครัวและแฟนสาว คาดว่านายโซนันอาจจะเดินทางมาท่องเที่ยวที่อำเภอปาย จากการตามหานายโซนัน พบชายชาวเอเซียมีรูปร่างคล้ายนายโซนัน แต่จากการสอบถามทราบว่าเป็นชายชาวเกาหลี

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อช่วงสายวันนี้ (22 ม.ค.) มีข้อมูลว่าทาง ศูนย์สืบสวนสอบสวน บช.น.ได้แจ้งประสานงานไปยัง สภ.ปาย เพื่อแจ้งว่าพบร่างชายต่างชาติชาวเอเชีย คาดว่าน่าจะเป็น นายโซนัม โดยพบเป็นศพลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาและยังไม่ทราบข้อมูลของผู้เสียชีวิต จึงได้นำร่างไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรอติดตามญาติมาตรวจสอบ ทำให้ขณะนี้ ครอบครัวของนายโซนัม กำลังเดินทางกลับมากรุงเทพฯ เพื่อตรวจสอบต่อไป

หนุ่มโวยถูกมิจฉาชีพพยายามหลอกเงิน 5,000 บาท

หนุ่มร้องสื่อ ถูกมิจฉาชีพ อ้างเป็น “คุณตัน” เจ้าของอิชิตัน แชทเฟซหลอกได้รับรางวัล 2 ล้านบาท แลกกับสลิปบัตรเติมเงิน 5,000 บาท – ฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

ทีมข่าว ไอเอ็นเอ็น ได้รับแจ้งจาก นายพลกฤษ์ สมาชิกเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “Phollakrid Wong” เล่าว่า เมื่อวานที่ผ่านมา (20 ม.ค.) ได้ถูกแก๊งมิจฉาชีพ อ้างตัวเป็น นายตัน ภาสกรนที เจ้าของอิชิตัน กรุ๊ป พยายามจะหลอกลวง โดยขอเพิ่มเป็นเพื่อนเข้ามาในเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า “อิชิตัน กรุ๊ป” และแชทเข้ามาคุยโดยอ้างว่า ตนเองเป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลเงินสด 2 ล้านบาท จากการสุ่มเลือกทางเฟซบุ๊ค

คุณตันตัวปลอมยังบอกว่าให้ไปที่ร้านเซเว่น แล้วบอกพนักงานว่าซื้อสลิปทรูมันนี่ใบละ 1,000 บาท 5 ใบ ชำระโดยการถ่ายบัตรทรูมันนี่ และเบอร์ติดต่อ ที่อยู่ บัตรเลขบัญชีธนาคารของคุณมาอย่างแน่นอนชัดเจน “จะรับสิทธิ์หรือไม่รับสิทธิ์ครับ?”

โดยทางมิจฉาชีพพยายามชวนพูดคุยเพื่อให้ตนเองเลือกรับสิทธิ์ และส่งสลิปบัตรทรูมันนี่จำนวน 5,000 บาท ไปให้ แล้วจะโอนเงินจำนวน 2 ล้านมาให้ แต่ตนเองได้ส่งสลิปบัตรเติมเงินที่เสิร์ชมาจากอินเตอร์เน็ตแล้วส่งให้คุณตันตัวปลอมไป จากนั้นก็ยุติการสนทนา

ทั้งนี้ นายพลกฤษ์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2559 ตนเองก็เคยถูกมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็น อิชิตัน กรุ๊ป เข้ามาหลอกลวงว่า ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้หลงเชื่อ ส่งสลิปไปให้และที่ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ในครั้งนี้เพื่อต้องการแจ้งเตือน ให้ประชาชนทั่วไปได้ระมัดระวังตัว ไม่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงได้ และควรตรวจสอบกับทางบริษัทที่กล่าวอ้าง ให้ชัดเจนว่าเราได้รับรางวัลจริงหรือไม่จะได้ไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินและเงินทองให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

อดีตอาจารย์ถูกกล่าวหาเป็น ดร.ปลอม อ้างอาจถูกหลอกเช่นกัน

การเคลื่อนไหวตรวจสอบขบวนการปลอมวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก กำลังถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง หลังพบว่า อาจมีขบวนการออกวุฒิปลอมในประเทศไทย และกลายเป็นอาจารย์ไปสอนในหลายมหาวิทยาลัย ล่าสุดอาจารย์หญิงคนหนึ่ง ที่มีชื่ออยู่ในข่ายถูกกล่าวหา ติดต่อมาที่ พีพีทีวี เพื่อชี้แจง โดยยืนยันทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกจริง แต่ยอมรับว่า ไม่เคยได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษตามที่ปรากฏในใบปริญญาบัตร

หญิงคนนี้ เป็น 1 ใน 10 ผู้ถูกกล่าวหา ใช้วุฒิปริญญาเอกปลอม จากมหาวิทยาลัยเซาต์แธมป์ตัน สมัครเป็นอาจารย์ประจำ ในมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดัง

ชื่อของอาจารย์หญิงรายนี้ ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ โฆษณาเรียน วุฒิต่างประเทศ ปริญญาทุกระดับ ในหลักสูตร 6 เดือนถึง 2 ปี ของสถาบันแห่งหนึ่ง ที่ถูกสงสัยว่าเป็นแหล่งทำวุฒิการศึกษาปลอม ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และถูกสงสัยจากกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยว่าอาจเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ที่กำลังถูกดีเอสไอดำเนินคดี

ทีมข่าวพีพีทีวี ได้รับการติดต่อจากอาจารย์คนนี้ เพื่อขอชี้แจง เธอไม่ทราบว่ามีชื่ออยู่ในเว็บไซต์ดังกล่าว แต่ยอมรับว่าเคยได้รับบรรจุเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าสอนหลักสูตรพิเศษในมหาวิทยาลัยชื่อดัง โดยอ้างว่าไม่ได้รับค่าตอบแทน

วุฒิการศึกษาปริญญาเอก 2 ใบ ที่อาจารย์คนนี้นำมาแสดงต่อพีพีทีวี ถูกอ้างว่าได้มาจาก คือ “ยูนิเวอเซิล มินิสทรี ออฟ เดอะ คิงส์ คอลเลจ” ที่จบในปี 2016 และภาพถ่ายวุฒิการศึกษามหาวิทยาลัยเซาต์แธมป์ตัน” ที่จบในปี 2014

แต่หญิงคนนี้ ก็ยอมรับว่า ไม่เคยไปเรียนที่อังกฤษ ระหว่างทำปริญญาเอกทั้ง 2 ครั้ง โดยอ้างว่า ได้ทำวิทยานิพนธ์จริง จึงมั่นใจว่า วุฒิการศึกษาที่ได้รับมาเป็นของจริง

แม้อาจารย์หญิงรายนี้ จะมั่นใจว่า วุฒิปริญญาเอกที่ได้รับมาเป็นของจริง แต่กรณีนี้ เคยถูกตรวจสอบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่เธอเคยได้รับบรรจุไปแล้วว่าไม่เคยมีชื่อของเธอเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเซาต์แธมป์ตันเลย

ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เคยให้ข้อมูลว่า เธอลาออกไปจากมหาวิทยาลัย เมื่อถูกขอตรวจสอบวุฒิการศึกษา แต่เธอชี้แจงว่าที่ลาออกเพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ

ส่วนสาเหตุที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เธออ้างว่าน่าจะถูกกลั่นแกล้งเพราะปัญหาความขัดแย้งในมหาวิทยาลัย

อาจารย์รายนี้ ยืนยันว่า ไม่มีเจตนาใช้วุฒิปลอมเข้าทำงาน และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการปลอมวุฒิปริญญาที่อำเภอสันกำแพง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากวุฒิของเธอเป็นวุฒิปลอม เธอก็ถือเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงจากขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา

ลูกศิษย์ช็อก เจ้าอาวาสวัดดังกาฬสินธุ์ ถูกสีกากล่าวหาเสพเมถุน

(19 ม.ค. ) ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.โสม (นามสมมติ) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร้องขอความเป็นธรรมโดยบอกว่าเจ้าอาวาสวัดป่าชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ล่อลวงให้มีเพศสัมพันธ์ ถึง 2 ครั้ง

น.ส.โสม ยังกล่าวด้วยว่า เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว ยังเสพยาเสพติด มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน เป็นการกระทำที่เป็นภัยต่อศาสนาและสังคม จึงได้วางแผนอัดคลิปวิดีโอเพื่อเป็นหลักฐาน ซึ่งในเป็นคลิปเป็นภาพที่พระให้ตนไปหาที่กุฏิตอนกลางวันเพื่อมีเพศสัมพันธ์ กระทั่งเมื่อพระดังกล่าวทราบ จึงได้แจ้งความดำเนินคดี

และด้วยความที่พระดังกล่าวเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ มีลูกศิษย์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ดารา นักแสดง ตำรวจ อัยการ ศาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ ตนจึงถูกดำเนินคดี ทั้งคดีกรรโชกทรัพย์ คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกตน 2 ปี 8 เดือน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ และช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา มีผู้เผยแพร่คลิปวิดีโออีกครั้ง เจ้าอาวาสวัดป่าดังกล่าว จึงแจ้งความและร้องศาลให้ถอดประกัน โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่ 31 มกราคม นี้

ทางด้าน บรรยากาศที่วัด ยังคงมีบรรดาศิษยานุศิษย์หลั่งไหลไปร่วมทำบุญถวายปัจจัยพร้อมปฏิบัติธรรมตามปกติ พระลูกวัดรูปหนึ่ง กล่าวว่า เป็นพระมาบวชใหม่ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2560 ตั้งใจมาบวชปฏิบัติธรรมอย่างเดียวไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของเจ้าอาวาส จะตั้งใจและศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่อไป ส่วนเรื่องที่มีปัญหานั้นไม่ขอพูดถึง แต่ในวันนี้ทราบแต่เพียงว่าท่านเจ้าอาวาสไม่อยู่ในวัด เพราะไม่เห็นท่านรับญาติโยมเช่นที่เคยปฏิบัติ

ทางด้านอดีตผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ทราบข่าวมาแต่ก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าจะเป็นกระบวนการกลั่นแกล้งพระภิกษุผู้ใหญ่ เป็นผู้ไม่หวังดีที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อจิตศรัทธาและจะทำให้ไม่มีใครมาทำบุญกับวัดนี้ แต่ในส่วนตัวไม่สนใจกับข่าวเรื่องนี้ ตนและครอบครัวยังศรัทธาและทำบุญมาเป็นปกติ

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ภายในจังหวัดกาฬสินธุ์ ภายหลังปรากฏข่าวทางโลกออนไลน์ บรรดาลูกศิษย์และประชาชนที่เลื่อมใสศรัทราพากัน ช็อกกับข่าวที่เกิดขึ้น และต้องการให้มีการตรวจสอบโดยละเอียด โดยเฉพาะในเรื่องของคดีความตามที่ น.ส.โสม กล่าวอ้างขึ้นว่ามีการฟ้องร้องจริงหรือไม่ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็สามารถรับได้ หากมีความผิดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและเป็นการทำลายศาสนาแต่หากไม่เป็นความจริงก็ควรที่จะลงโทษ น.ส.โสม ด้วย

เจอแล้ว! รถบรรทุกทำผวา ติดตุ๊กตาคล้ายชิ้นส่วนมนุษย์

จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพและคลิปเหตุการณ์รถบรรทุก 18 ล้อ ได้มีชิ้นส่วนมนุษย์อยู่บนหลังรถบรรทุกพ่วง สร้างความสยอง และตกใจของผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่ขับรถตามหลังมา โดยรถคันดังกล่าวสัญจรอยู่ในพื้นที่ กทม.

ล่าสุด (20 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมขนส่งทางบก ตรวจสอบแล้วพบว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยวันนี้เมื่อเวลา 11.00 น ที่ สำนักงานขนส่ง กำแพงแสน นครปฐม นายสุชัช ปฐมพุทธิธรรม หัวหน้าสำนักงานขนส่งกำแพงแสน ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกคันดังกล่าวมาพูดคุย และชี้แจงเกี่ยวกับความผิด โดยเป็นรถบรรทุกขยะ 18 ล้อ ทะเบียน 70-2573 นครปฐม ป้ายเหลือง เป็นรถบรรทุกไม่ประจำทางของบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ ม.8 ถนนจันทรุเบกษา ต.ทุ่งบัว อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

โดยรถบรรทุกคันดังกล่าวใช้ขนส่งขยะจากกทม. มาส่งที่บ่อขยะในพื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมีผู้จัดการบริษัทเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา คือ นายเอกฤทธิ์ อายุ 46 ปี ส่วนคนขับรถชื่อ นายบัญญัติ อายุ 49 ปี ไม่ได้เดินทางมา เนื่องจากว่าป่วย จึงส่งตัวแทนมาซึ่งเป็นหัวหน้าคุมคนขับรถมาแทนคือ นายจริน อายุ 50 ปี

นายจริน กล่าวว่า คนขับรถจะต้องขับรถขนส่งขยะโดยบรรทุกจากกทม. มาส่งที่ อ.กำแพงแสน ทุกวัน โดยมีคนขับรถ 40 กว่าคน ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีการแกล้งแหย่ล้อกันเล่นกับคนงานบ่อขยะเป็นประจำ

โดยตนเองได้สอบถามคนขับรถแล้ว เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่ได้เป็นคนนำตุ๊กตาผีมาผูกไว้ท้ายรถ อาจเป็นเพราะคนงานบ่อขยะ นำมาผูกเพื่อแกล้ง โดยล้อเล่นกันแบบนี้เป็นประจำ ไม่ได้มีเจตนาทำให้ประชาชนตกใจและหวาดกลัว

ด้าน นายสุชัช ปฐมพุทธิธรรม หัวหน้าขนส่งกำแพงแสน กล่าวว่า เบื้องต้น กรณีดังกล่าวมีความผิดชัดเจน ทำให้ผู้อื่นที่ขับรถตามมาตกใจ และ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ โดยมีความผิดตามมาตรา 71 พรบ.ขนส่งทางบก มาตรา 148 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 9 คือ รถที่ใช้ในการขนส่งต้องมีสภาพความมั่นคงแข็งแรงมีเครื่องอุปกรณ์ครบ เครื่องควบคุมถูกต้องตามกฎหมาย โดยปรับไม่เกิน 2000 บาท

ส่วนอีกหนึ่งความผิดคือ แผ่นป้ายทะเบียนท้ายรถ ไม่ชัดเจน ก็มีความผิดตามมาตรา 91 พรบ.ขนส่งทางบก 2522 ฉบับแก้ไข คือแผ่นป้ายชำรุดลบเลือน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่กรณีนี้ปรับสูงสุด 2 กระทง 4,000 บาท และจะเชิญคนขับรถทั้งหมดกว่า 40 คน มาอบรมเรื่องมารยาทการขับรถ ที่สำนักงานขนส่งกำแพงแสน ต่อไป