เจ็ตสกีเยาวชนแห่งชาติรุ่น 3-4 “เจ้าแชมป์” ไม่พลาดล่าทอง

เจ็ตสกีเยาวชนแห่งชาติรุ่น 3-4 “เจ้าแชมป์” ไม่พลาดล่าทอง อีกรุ่น “แฝดสายฟ้า” ชิงกันเอง ภาพรวม จ.ชลบุรี ยังคงมาแรง กรุงเทพฯ ผลงานโดดเด่นวันนี้

การแข่งขันเจ็ตสกีในกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33 “ชุมพร-ระนองเกมส์” ชิงอีก 2 เหรียญทอง ในรุ่นที่ 3 และ 4 จากทั้งหมด 7 รุ่น

โดยในวันนี้ เป็นการแข่งขันเจ็ตสกียืน 9-12 ปี และเจ็ตสกียืน 13-15 ปี ผลการแข่งขันปรากฏว่า “เจ้าแชมป์” กษิดิศ ธีระประทีป แชมป์โลกเยาวชน ไม่พลาดคว้าเหรียญทองให้กรุงเทพมหานคร

และอีกรุ่น “แฝดสายฟ้า” 2 พี่น้องลูกชายแชมป์โลกโปรชื่อดัง โชคอุทิศ โมลี ตัดเชือกกันเอง ก่อนที่แฝดผู้น้อง ธนวินท์ เฉือนชนะไป สร้างผลงานให้ชลบุรีอย่างต่อเนื่อง

นายมนู อนันตชัยศิริ หัวหน้าสำนักงานสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เปิดเผยว่า“การแข่งขันเจ็ตสกีในวันที่ 2 ได้ผู้ครองเหรียญทองอีก 2 รุ่น ส่วนบรรยาการการแข่งขันก็เป็นไปอย่างคึกคักและสู่สีกัน โดยเฉพาะในรุ่นเล็ก

ผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการมีดังนี้ รุ่นเจ็ตสกียืน ยามาฮ่า 13-15 ปี ชาย (Ski Yamaha 13-15 Standard) เหรียญทองตกเป็นของ “เจ้าแชมป์” กษิดิศ ธีระประทีป วัย 15 ปี แชมป์โลกเยาวชนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เหรียญเงิน นายนันทวัฒน์ สิงห์อุไร กรุงเทพมหานคร อายุ 15 ปี และเหรียญทองแดง ด.ช.ธีรภัทร มารัตน์ อายุ 13 ปี จังหวัดอุบลราชธานี กับ ด.ช.พชร หน่อเนื้อ อายุ 14 ปี จังหวัดสมุทรปราการ

รุ่นเจ็ตสกียืน ยามาฮ่า 9-12ปี (Ski Yamaha 9-12 Standard) เหรียญทอง เป็นของลูกชายสายเลือดแชมป์โลกโปร ชื่อดัง โชคอุทิศ โมลี ด.ช.ธนวิชญ์ โมลี อายุ 11 ปี จังหวัดชลบุรีแฝดคนน้องที่เฉือนชนะแฝดพี่ ทำให้เหรียญเงินตกเป็นของ ด.ช.ธนวินท์ โมลี อายุ 11 ปี จังหวัดชลบุรี ส่วนเหรียญทองแดง ด.ช.อคิน นิพัทธ์เจริญ อายุ 11 ปี กรุงเทพมหานคร และ ด.ช.นิพิฐพนธ์ คีตวรนาฏ อายุ 9 ปี กรุงเทพมหานคร

ส่วนเหรียญรางวัลรวม 4 รุ่นของกีฬาเจ็ตสกีนั้น จังหวัดชลบุรี ยังคงนำเป็นอันดับที่ 1 มี 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ขณะที่กรุงเทพมหานครมาแรงในวันนี้ กวาดรวด 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง นำเป็นที่ 2 ของตาราง ส่วนอันดับที่ 3 สุพรรณบุรี มี 1 เหรียญทอง ซึ่งยังคงต้องลุ้นกันเต็มที่กับอีก 3 รุ่นที่เหลือในเกมส์ครั้งนี้”

เปิดใจ! “โรมัน กอนซาเลซ” หลังแพ้ครั้งแรกในชีวิต

“ช็อคโกลาติโต้” โรมัน กอนซาเลซ ยอดกำปั้นชาวนิการากัว ยังคงช็อกไม่หายกับการพ่ายแพ้ครั้งแรกในการชกมวยอาชีพ ที่มีต่อผู้ท้าชิง ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ที่เมดิสันสแควร์ การ์เดน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา

ก่อนการชก กำปั้นชาวนิการากัว วัย 29 ปี เจ้าของสถิติแชมป์โลก 4 รุ่น ได้รับการยอมรับจากวงการมวยทั่วโลกว่าเป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกจากทุกรุ่นการแข่งขัน และมีภาษีดีกว่า ผู้ท้าชิงชาวไทยมาก ชนิดที่อัตราต่อรองในร้านพนันถูกกฎหมายออกราคามาแบบห่างชั้นกันแบบสุดกู่

แต่เกมการชกไม่เป็นแบบที่หลายฝ่ายคิด เพราะเพียงแค่ยกแรก “เจ้าแหลม” ก็เป็นฝ่ายอัดขวาเข้าชายโครง ส่งร่างแชมป์ทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุถูกหัวชน ซึ่งทำให้ “ช็อคโกลาติโต้” ต้องเจอกับแผลที่หางคิ้วขวา ทำให้ตลอดการชกมันเป็นอุปสรรคในการมองเห็น และทำให้เจ้าตัวหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 46 ไฟต์ ก่อนเพิ่มสถิติเป็นความพ่ายแพ้แทน

“มันเป็นการชกที่ดีไฟต์หนึ่ง ผมมีสภาพร่างกายที่ดี และสามารถยืนแลกหมัดได้ตลอดทั้ง 12 ยก แต่ก็อย่างที่เห็นมันเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากจริงๆ ผมต้องคอยเช็ดเลือดจากหางคิ้วขวา และพี่เลี้ยงต้องคอยห้ามเลือดในระหว่างพักยก ผมต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้การชกเป็นไปด้วยดี”

“ผมไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน แต่มันเป็นเกมกีฬา และผมก็ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้รีแมตช์กับนักชกชาวไทยอีกครั้ง ผมมีความสุขที่ได้กลับมายังประเทศของผม ผมจะได้พักผ่อนบ้าง ผมรู้ว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ยากไฟต์หนึ่ง แต่ผมไม่เคยมีภาพในหัวเลยว่าผมจะเป็นฝ่ายปราชัยในครั้งนี้” โรมัน กอนซาเลซ กล่าว

ประเดิมซ้อมแดนซามูไร! “แข้งช้างศึก” ลั่นสู้เต็มที่ไม่มีกลัว

วันที่ 25 มีนาคม 2560 เวลา 16.00 น. เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย นำลูกทีมลงฝึกซ้อมอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่สนามแน็คไฟว์ เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น หลังเดินทางมาถึงและได้พักผ่อนหนึ่งวันเมื่อวานนี้

สำหรับการฝึกซ้อมเย็นวันนี้ เริ่มจากฟื้นฟูร่างกายตามปกติ ก่อนเน้นในเรื่องแท็คติก ทั้งเกมรุก-เกมรับ รวมถึงวางระบบการเล่น ท่ามกลางอุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส โดยให้สื่อมวลชนเก็บภาพได้เพียง 15 นาที และใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง

หลังการฝึกซ้อม เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า “การฝึกซ้อมในวันนี้คงเป็นการฟื้นฟูร่างกายนักเตะเล็กน้อย หลังจากที่เดินทางมาเหนือย แต่ก็ได้พักมาเต็มแล้ว 1 วัน ก็จะลงรายละเอียดเรื่องของแท็กติกและวิธีการเล่นลงไปด้วยเนื่องจากมีเวลาในการเตรียมการเพียง 2-3 วันเท่านั้น”

“การเจอกับญี่ปุ่น แน่นอนว่าทุกทีมเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่นักเตะทุกคนต้องทำคือห้ามกลัว การเล่นในระดับเอเชียจะต้องกลับตัวให้ไว ลืมความพ่ายแพ้จากนัดก่อนไปซะ ฟื้นตัวให้เร็ว และปรับตัวให้เร็ว ซึ่งการเดินทางมาญี่ปุ่นนั้นอาหารการกินไม่ต้องปรับมาก มีเพียงเรื่องอากาศ ซึ่งที่นี่ตอนเช้าประมาณ 4-5 องศา แต่หากได้ลงฝึกซ้อมออกเหงื่อ ร่างกายอบอุ่นขึ้นก็จะดีขึ้น”

หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวต่อว่า “เรื่องสภาพจิตใจของนักเตะนั้น ในเกมที่แล้วทุกคนรู้ดีว่าการเอาชนะทีมในระดับเอเชียไม่ใช่เรื่องง่าย เพียงแต่ทุกคนเคยชินกับชัยชนะเท่านั้น ก็บอกลูกทีมว่าความพ่ายแพ้วันนั้นไม่ได้เป็นการแพ้ทีมในระดับอาเซียน แต่เป็นการแพ้ทีมในระดับเอเชีย ซึ่งนักเตะในทีมทุกคนซ้อมเต็มที่ ต้องการชัยชนะยิ่งกว่าแฟนบอล ตนเองก็อยากได้ ดังนั้นในเวลาที่ท้อ ก็อยากให้แฟนบอลช่วยกันดึงกลับขึ้นมา”

“เกมกับญี่ปุ่นนั้นทุกคนยืนยันชัดว่าจะสู้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลแพ้ชนะนั้นเป็นเรื่องของกีฬา แต่จะเล่นให้ดีที่สุดเพื่อให้ญี่ปุ่นเล่นได้ลำบากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการต่อกรกับญี่ปุ่นนั้น โค้ชเฮง (วิทยา เลาหกุล) ได้เตรียมคำแนะนำและข้อมูลเอาไว้ให้แล้ว แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของทีมไทยให้ดีที่สุดด้วย”

ฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่มีโปรแกรมลงแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่มบี นัดที่ 7 พบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ที่สนามไซตามะ สเตเดี้ยม ในวันที่ 28 มีนาคม 2560 เวลา 17.35 น.

ลดแหลก! “ปืนใหญ่” เตรียมปล่อย “ซานเชซ” พ้นทีมหลังจบซีซั่น

อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่ พรีเมียร์ลีก เตรียมที่จะขายสตาร์กองหน้าของเขาอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ออกไปในราคาเพียง 30 ล้านยูโร หากว่าเจ้าตัวไม่ยอมตกลงต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม ปืนใหญ่ และ นักเตะทีมชาติ ชิลี นั้นถือว่าไม่สู้ดีนักในระยะหลัง ๆ นี้ ขณะเดียวกันสัญญาของทางสโมสรกับ ซานเชซ ก็เหลืออีกแค่เพียง 15 เดือนเท่านั้นจึงทำให้ อาร์เซน่อล น่าจะขายนักเตะรายนี้ออกไปเพื่อให้ได้เงินมาดีกว่าเสียไปฟรี ๆ ช่วงฤดูกาลหน้า

ซานเชซ นั้นตกเป็นข่าวที่จะย้ายไปร่วมทีมใหญ่ใน อิตาลี อย่าง ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน อย่างไรก็ตามเป็นที่คาดกันว่ากองหน้าของ “ปืนใหญ่” รายนี้ต้องการค่าเหนื่อยอยู่ที่ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว จึงทำยังไม่มีความแน่นอนเดียวกับอนาคตของเขาตอนนี้

ปืนใหญ่ นั้นจะได้ค่าตัวของตัวรุกชาว ชิลี อยู่ที่ 30 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนจะขาดทุนอยู่บ้างเนื่องจากพวกเขาซื้อ ซานเชซ มาจาก บาร์เซโลน่า ในราคา 35 ล้านปอนด์ด้วยกัน (ประมาณ 40 ล้านยูโร)

แต่กองหน้าวัย 28 ปี จะเหลือสัญญาอยู่กับทีมแค่อีกปีเดียวหลังจบฤดูกาลนี้เท่านั้น จึงทำให้ไม่มีทางเลือกที่จะขายออกไปในราคาถูก

ขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมของ ปืนใหญ่ ได้ออกมาพูดว่าจะไม่มีการพูดคุยเรื่องการต่อสัญญาของ เมซุต โอซิล และ ซานเชส จนกว่าจะจบฤดูกาลด้วยกัน “เมื่อเราไม่สามารถตกลงกันได้ตอนนี้ มันดีกว่าที่จะนั่งลงแล้วพุดคุยกันใหม่ในช่วงซัมเมอร์แทน” กุนซือ อาร์เซน่อล กล่าว

คอลัมนิสต์ฝรั่งของ ESPN วิเคราะห์ : เกม “ไทย” แพ้ “ซาอุฯ” คาบ้าน 0-3

ทีมไทยที่เล่นได้น่าเบื่อหน่ายและเอื่อยเฉื่อยเหลือเกิน เปิดบ้านแพ้ทีมชาติซาอุฯอย่างน่าผิดหวัง 0-3 เป็นเพราะแนวรับที่อ่อนแอของพวกเขาอีกครั้ง(ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า) เกิดขึ้นอีกเเล้วในบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย กลุ่มบี

ลูกทีมของโค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จ่ายบทเรียนที่เเสนแพงด้วยการออกสตาร์ทเริ่มเกม เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถหยุดความอันตรายของหัวหอกซาอุฯอย่าง เอล ซาลาวี่ ลงได้ ในทางกลับกัน ความหวังที่จะได้ผลเสมอเป็นอย่างน้อยกลับต้องฝันสลายเมื่อธนบูรณ์ เกษารัตน์ สกัดพลาดเข้าประตูตัวเองในช่วงท้ายเกม และซ้ำร้ายไทยมาเสียประตูเพิ่มอีกครั้งจากซัลมาน ซูซาว่า ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมไทยนอนอยู่ก้นตารางคะแนนแบบไม่ฟื้น โดยมีเพียงเเต้มเดียวจากการลงเล่นไปแล้วทั้งหมด 6 นัด

โค้ชซิโก้เซ็ตรูปแบบของทีมเหมือนอย่างเคย กล่าวคือ มีกองกลางตัวรุกส่วนใหญ่ถึง 3 คนและตามด้วยกองหน้าอีก 2 ไทยเปิดหัวด้วยระบบ 3-5-2 แบบที่ยืดหยุ่นได้ โดยให้ทริสตอง โดและธีราทร เป็นตัวสนับสนุนการบุกจากด้านข้าง
แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ไทยต้องการในครึ่งแรก โค้ชเกียรติศักดิ์จึงเเก้เกมด้วยการส่งพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา มิดฟิลด์ทางฝั่งซ้ายลงมาเเทนประชุม ชูทอง กองหลัง ในขณะที่ถอยเอาธีราทรลงไปยืนในแนวหลังแบบสามกองหลัง

เกมของไทยมีการพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดภายหลังที่พีระพัฒน์ลงมา ทีมไทยมีโอกาสสร้างการเข้าทำได้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็พลาดการเบิกสกอร์ไปทั้งหมด พีระพัฒน์เองยิงออกแบบไม่ได้ลุ้น ในอีก 10 นาทีที่เหลือ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า วันนี้ไม่ใช่วันของพวกเขา และ 2 ประตูที่พวกเขาเสียในช่วงท้ายเกมก็ทำให้ค่ำคืนที่ราชมังคลาฯจบลงอย่างโหดร้าย

นี่คือ 3 สิ่งที่ผมเห็น ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

1. กองหลังฝันกลางวันของไทยยังคงเป็นปัญหาไม่เลิก

ในขณะที่เกมนี้ผู้ตัดสินลงทำหน้าที่ได้อย่างดีมาก ผมอาจพูดได้ว่าดีที่สุดเลย โดยเฉพาะในครึ่งแรก แต่สิ่งที่ทำให้ทีมไทยแพ้ในหนนี้มาจากความอ่อนแอของแผงหลังของพวกเขาเองเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา

สัญญาณเตือนจากผู้มาเยือนอย่างซาอุฯ แสดงให้เราได้เห็นภายในเเค่ 9 นาที เมื่อพวกเขาขึ้นบอลทางขวาและสลัดหลุดจากการเข้าสกัดของนักเตะไทย แต่อดิศร พรหมรักษ์ ก็ยังมาช่วยเคลียร์ลูกผ่านตัดหลังของ ทาเซอร์ อัล จัสซิม ได้สำเร็จชนิดที่ว่าน่าหวาดเสียวเสียเหลือเกิน
นาทีที่ 23 ด้วยการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดของผู้มาเยือน ส่งผลให้นาวาฟ อัล อาบิดได้มีโอกาสส่องประตู แม้เจ้าตัวจะทำได้ไม่ดีนักเพราะยิงหลุดกรอบออกไปเยอะ

ทีมซาอุฯยังคงตั้งใจบุกอย่างต่อเนื่องและมาทำได้สำเร็จในนาทีที่ 25 เมื่อบอลถูกยกผ่านแผงกองหลังไทยอย่างง่ายดายจากนาวาฟ ข้ามแนวศรีษะของนักเตะไทยทั้งหมด และเป็นอัล ซาลาวี่ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครขัดขวาง เจ้าตัวดึงบอลลงได้และยิงผ่านกวินทร์ นายทวารเจ้าถิ่นในระยะเเค่ไม่กี่หลา ส่งผลให้ผู้มาเยือนออกนำในที่สุด

ก่อนหมดครึ่งแรกไม่กี่นาที ยอสเซอร์ อัล ชารามนี่ สอดขึ้นมาทางฝั่งขวาและยิงตามน้ำลูกเปิดจากลูกตั้งเตะ เเต่บอลดันผ่านเข้าข้างประตูไปอย่างน่าหวาดเสียว นี่เป็นอีกครั้งที่นักเตะไทยเสียสมาธิให้เห็น และไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนที่ของนักเตะซาอุฯผ่านฟูลแบ็กพวกเขาไป

ผมไม่อาจตำหนิทั้ง 2 ลูกสุดท้ายที่ไทยเสียในช่วงท้ายเกมได้ แน่นอนบอลโลกสำหรับทีมไทยจบลงเเล้ว และมันเป็นผลมาจากการขาดสมาธิ ครั้งเเล้วครั้งเล่าของนักเตะไทยเองนั่นเเหละ

ในขณะที่ฟอร์มการเล่นของนักเตะไทยกำลังดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงครึ่งหลัง ทีมไทยเริ่มสร้างความยากลำบากให้ผู้มาเยือนได้ดี ผมอยากบอกว่า ถ้าพวกเขาอยากจะขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวของเอเชีย พวกเขาต้องเลิกเสียประตูง่ายๆ(จากการเหม่อ-ฝันกลางวัน) เหมือนอย่างที่ผ่านๆมา
2. กรรมการยังคงเป็นประเด็นที่ไทยกล่าวอ้างเหมือนเคย

ทีมไทยยังคงหวดระเเวงและอยู่ในขั้นวิตกจริตเกี่ยวกับกรรมการ เพราะในเกมเเรกจากการตัดสินที่พวกเขาว่ากันว่าไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับพวกเขาเท่าไร เพราะครั้งนั้นที่กรุงริยาด ไทยเองคิดว่าพวกเขาสมควรได้ถึง 2 จุดโทษซึ่งพวกเขาไม่ได้รับมัน และกลับเป็นทีมซาอุฯที่ได้จุดโทษที่พวกเขาไม่ควรจะได้

โค้ชเกียรติศักดิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมถึงความเหมาะสมในการที่ เอเอฟซี เลือกใช้ผู้ตัดสินจากประเทศบาห์เรนลงทำหน้าที่ในเกมในวันนี้ แน่นอน ฮัสซัน อับราฮีม อัปดุลนาบี้ เอง มาจากตะวันออกกลาง ภูมิภาคเดียวกับผู้มาเยือน โดยที่เกียรติศักดิ์เองพูดดักคอไว้เเต่เนิ่นๆว่า อยากให้จับตาดูการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในวันนี้เป็นพิเศษ และหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบในเกมเเรกเกิดขึ้นกับไทย

การตัดสินที่ค้านสายตาเกิดขึ้นใน 7 นาทีเเรก เมื่อชนาธิป สรงกระสินธ์ ถูกสกัดหนักจากทางฝั่งซ้าย ในขณะที่อับดุลนาบี้เองปล่อยให้เกมเดินต่อ ส่งผลให้แฟนบอลเจ้าถิ่นส่งเสียงโห่เป็นหนเเรก

แฟนบอลเจ้าถิ่นยังคงผิดหวังต่อ เมื่อในนาทีที่ 20 โอมาร์ ออสมาน ล้มลงดื้อๆจากการเข้าสกัดแบบผิวเผินของธีรศิลป์ แดงดา แน่นอนกรรมการจากบาห์เรนให้ซาอุฯได้ฟาวล์

เปาจากบาห์เรนเป่าฟาวล์อีกครั้งในนาทีที่ 31 จากการเข้าสกัดของธีรศิลป์คนเดิมซึ่งทำให้ อับดุลมาลัก อัล คาบี้ ล้มลง
เสียงนกหวีตดังขึ้นอีกครั้ง และเป็นไทยที่เสียประโยชน์ เมื่อชนาธิป ผ่านบอลอย่างสวยงามให้ธีรศิลป์ซึ่งกำลังสปีดหนีโมทาด ฮาวซาวี่ก่อนที่รายหลังจะล้มลง โดยช็อตดังกล่าวหากธีรศิลป์สามารถผ่านทะลุเข้าไปได้ เขาจะได้ดวลตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตูซาอุฯ แต่ครั้งนั้นกรรมการเห็นว่าศูนย์หน้าจากไทยทำฟาวล์เสียก่อน แฟนบอลเจ้าถิ่นมอบเสียงโห่ให้อีกครั้ง

กรรมการยังคงอยู่ในการจับตาของบรรดาแฟนบอลเจ้าถิ่นต่อเนื่อง เมื่อเจ้าตัวจัดการควักใบเหลืองแรกมอบให้ธีราทรจากการเข้าสกัดนาวาฟ ซึ่งนี่คือการสกัดครั้งแรกของเขา เสียงโห่ดังก้องสนามราชมังฯกดดันให้กรรมการต้องทบทวนการทำหน้าที่ในวันนี้

เเต่ความน่าโมโหก็เปลี่ยนไปในครึ่งหลัง เมื่อทีมไทยเริ่มเล่นได้ดีขึ้นและเริ่มฉายเเววว่ากรรมการเองจะปล่อยเกมให้ไหลลื่นมากขึ้น (หรืออาจเป่าได้ตรงใจแฟนบอลของพวกเขา) ไทยเองดูมีโอกาสจะแก้ตัวเเละทำประตูทีมซาอุฯได้มาก บางทีในขณะที่ทุกคนมองเห็นว่านักเตะไทยทำได้ไม่ดีนักในครึ่งแรกและทำได้ดีในครึ่งหลัง (อาจไม่ได้มาจากกรรมการทั้งหมด) ทีมช้างศึกเองต้องกลับมาทบทวนและพยายามทำให้ดีให้มากขึ้น(แทนที่จะพูดเรื่องกรรมการ) ทำให้ได้ก่อนออกไปเยือนทีมญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้าหากพวกเขาหวังจะมีเเต้มกลับมา

3. สิโรจน์ยังคงฉายเเววเด่นให้เห็น

กองหน้าร่างยักษ์ของทีมอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง เเสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาพร้อมอย่างมากในการต่อสู้กับทีมซาอุฯหนนี้ เมื่อต้นเกมเจ้าตัวปั่นหัวฮาวซาวี่ ชนิดหัวหมุน และเขาสามารถพาบอลผ่านกองหลังของซาอุฯมากถึง 2 คนทะลุเข้าเขตโทษได้สำเร็จ ก่อนที่บอลจะหลุดเส้นหลังไปเพียงนิดเดียว

นาทีที่ 12 เจ้าตัวเรียกลูกเตะมุมให้ทีมได้สำเร็จ เมื่อสลัดผ่านเเนวรับผู้มาเยือน ก่อนจะเป็นออสเเมนมาสกัดไว้ในช่วงสุดท้าย
หลังจากเกมที่เงียบและตื้อ เจ้าตัวยังคงสร้างสีสันให้ทีมและเล่นแบบเเรงไม่หยุด ชนิดเป็นตัวอันตรายของทีม ครั้งนี้เขาผ่านบอลสวยๆให้ชนาธิป ซึ่งอยู่ในหน้ากรอบเขตโทษ น่าเสียดายที่ชนาธิปเองกลับยิงเบาเเบบเหลือเชื่อ ส่งผลให้โอกาสการได้ประตูของเจ้าถิ่นแทบไม่มี

สิโรจน์เกือบทำสำเร็จเมื่อเขาได้บอลจากธีรศิลป์ ก่อนที่เจ้าตัวจะปั่นโค้งในระยะ 16 หลา เหมือนที่เขาเคยยิงในลักษณะนี้และทำได้ในเกมกับอินโดนีเซีย รอบชิงฯในรายการเอเอฟเอฟปีที่เเล้ว น่าเสียดาย ที่ลูกนั่นหลุดออกเสาไปนิดเดียว

ภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับผู้มาเยือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวยังคงสร้างโอกาสให้ไทยต่อเนื่อง และหนนี้พีระพัฒน์ได้ยิงชนิดน่าจะได้ลุ้นในระยะใกล้ที่สุด แต่เจ้าตัวกลับส่องข้ามคานชนิดไม่ได้ลุ้น สิโรจน์เองมีประสิทธิภาพอย่างมากในการเข้าหาบอลและไปกับบอล แต่สิ่งที่พลาดนั่นคือทีมไทยไม่มีผู้เล่นที่จะมาเชื่อมกันกับเขา และดูเหมือนว่าในหลายครั้งตัวเขาเองจะพาบอลมุ่งหน้าไปในพื้นที่ๆเล่นยากเสมอ

และเป็นโค้ชเกียรติศักดิ์ซึ่งเลือกให้อดิศักดิ์ ไกรษรลงมาทำหน้าที่เเทนในนาทีที่ 68

สิโรจน์เองไม่อาจตอบโจทย์ในการทำประตูสำหรับไทยได้ดีพอ และดูเหมือนว่าเขาอาจไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักที่จะเพิ่มมิติการเข้าทำให้แก่ทีมไทย (เมอร์ฟี่เองมองว่าควรต้องมีคนมาช่วยประสานหรือช่วยสิโรจน์ให้มากกว่านี้ หรือไม่ก็อาจเทรนสิโรจน์ให้เป็นเพชฌฆาตศูนย์หน้าให้มากขึ้น คือเน้นจบสกอร์ไปเลย ไม่เน้นลงมาเอาบอล พาไปเลี้ยง พาไปปะทะ ลากเข้าพื้นที่ๆเล่นยากและทีมไม่ได้เปรียบ)

ทีมไทยกำลังต้องการ “อะไรบางอย่างที่เเตกต่าง” ก่อนที่รายการเเข่งขันนี้จะสร้างบาดแผลให้พวกเขามากกว่านี้

ทีมชาติไทยต้องอยู่กับ “ความจริง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงผิดหวังกับเกมที่เจอกับ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย” คาบ้าน 0-3 ไม่น้อย เพราะโอกาสในการลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟในฐานะทีมอันดับ 3 ของกลุ่มริบหรี่เหลือเกินกับ 1 แต้มจาก 6 นัดแม้ว่าจะเหลือเกมในมืออีก 4 นัดก็ตาม เพราะตามหลักทฤษฎีเราต้องชนะรวดในเกมที่เหลือละลุ้นอย่าให้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” ชนะได้เป็นอันขาด

แน่นอนว่า เกมนี้ขุนพลช้างศึกทำเต็มที่แล้วแต่ผู้มาเยือนทำได้ดีกว่า ยิ่งความได้เปรียบก่อนลงสนามเรื่องของรูปร่างและทักษะที่เหนือกว่าซึ่งส่งเกตได้ในเกมว่ามีหลายครั้งที่นักเตะคู่แข่งพยายามใช้เกมโยนยาวบอมบ์เข้าใส่กรอบเขตโทษของไทย อย่างลูกแรกที่เสียก็มาจากลูกโยนเข้ามา ลูกที่สองก็เป็นการผ่านบอลเข้ามาจากริมเส้น และลูกทีมสามมาจากจังหวะสวนกลับเร็ว

มาถึงตรงนี้คงต้องยอมรับ “ความจริง” ว่าขุนพลช้างศึกของเราในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาขึ้นมาจนเหนือกว่าระดับภูมิภาค “อาเซียน” พอสมควร แต่ถ้าในระดับทวีป ถือว่ายังเป็นรองหลายๆทีมไม่ว่าจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “เกาหลีใต้” รวมถึงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางทั้งหลาย

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนโยบายของนายกสมาคม “พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆมากมากนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรดานักเตะเยาวชนหรือดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในยุคต่อไป

เพราะฟุตบอลถึงโค้ชจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบันดาลชัยชนะให้ได้ตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมลูกหนัง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึง “ทักษะ” “ความสามารถ” “ฝีเท้า” ที่ขึ้นอยู่กับนักเตะภายในทีม รวมทั้ง “การเล่นเป็นทีม” “ความเข้าใจกันของนักเตะ” ซึ่งมีความแตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนมาจากต่างสโมสรต่างที่ ไม่ได้เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันทุกวัน

ไม่นับปัจจัยอื่นที่ใกล้เข้ามาหน่อย อย่าง “สภาพความฟิต” ก่อนเกม หรือนักเตะบางคนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่นักเตะคู่แข่งกำลังอยู่ในช่วงฟิตสุดๆ ดังนั้นศักยภาพของนักเตะที่ออกมาในสนามก็ไม่เหมือนกันซึ่งบางทีปัจจัยบางอย่างก็อาจจะทำให้ทีมที่เป็นรองกว่าพลิกล็อกล้มยักษ์ได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของ “ดิน ฟ้า อากาศ” หรือ “ผู้ตัดสิน” ก็มีส่วนได้ในบางครั้ง ทำให้ต่อจากนี้คงต้องมองถึงการพัฒนานักเตะที่กำลังจะขึ้นมาเพื่อความยั่งยืน คงมาหวังรอประเภท “นักเตะฟ้าประทาน” หรือพวก “อัจริยะลูกหนัง” ที่จะขึ้นมานานทีปีหนเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “นักเตะรุ่นใหม่ๆที่จะขึ้นมา” ให้พร้อมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะก้าวขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งในระดับที่สูงกว่าอย่างทวีปหรือความฝันที่จะขึ้นไปในระดับโลก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ถ้าจำกันได้ เกมแรกที่เราไปเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” เกมนั้นขุนพลทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกือบได้ผลเสมอกลับไป ถ้าไม่เจอพิษของผู้ตัดสินชาวจีน “หม่า หมิง” ซะก่อน หรือในรอบก่อนหน้านี้เราเคยตีเสมอซาอุหลังจากถูกนำไปก่อนสองลูกจนผลการแข่งขันออกมา 2-2 มาแล้ว นั้นคงเป็นอีกเหตุผลที่นักเตะเศรษฐีน้ำมันเล่นกับเราแบบไม่มีประมาทและเชื่อว่าเตรียมตัวมาดีก่อนเกมแน่

สุดท้ายเกมของทีมชาติไทยล่าสุดที่แพ้ ก็คงโทษใครไม่ได้เพราะภาพที่เห็นคือ “ความจริง” สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือ “ยอมรับ” และ เตรียมตัวสำหรับนัดต่อไปกับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ในสัปดาห์หน้าให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง

หนีตายสุดชีวิต! นศ.ถูกไล่ยิงเจ็บหนัก งงไม่เคยมีเรื่องกับใคร

เวลา 23.30 น เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง ได้รับแจ้งเหตุ คนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ให้มารีบปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตชายวัยรุ่น ที่บริเวณบ้านเช่าหลังบางรักอพาร์ทเมนท์ ถนนกันตัง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อกู้ภัยไปถึงมีชาวบ้านช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อกู้ภัยไปถึงก็ทำการช่วยชีวิต นายเจษฎากร อายุ 18 ปี เป็นนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพตรัง ถูกยิงเข้าที่หน้าขาด้านขวา และส้นเท้าซ้ายเลือดไหลไม่หยุดเป็นกองใหญ่ และนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นรถกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง เพื่อไปส่งยังโรงพยาบาลศูนย์ตรัง โดยมีรถพยาบาลศูนย์แพทย์นเรนธร 1669 มารับอีกทอดที่บริเวณ สี่แยกสาริการามเพื่อนำตัวไปส่งโรงพยาบาลศูนย์ตรังทันที

ร.ต.ท.รัฐกาญจน์ พรมราช ร้อยเวร สภ.เมืองตรัง รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จุดแรก บริเวณถนนกันตัง ตรงหน้าร้านเกม โค้งเวทิน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง จึงรุดมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 ปลอก เจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบพยายามหากล้องวงจรปิดที่บริเวณดังกล่าว ชาวบ้านบอกว่าได้ยินเสียงปืน 3 นัดตรงหน้าร้านเกม จุดที่ 2 พบรถจักรยานยนต์ 1 คัน เปื้อนเลือด ส่วนที่บริเวณพื้นหน้าร้านค้า พบกองเลือดขนาดใหญ่ ตำรวจจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

เพื่อนของผู้ได้รับบาดเจ็บ บอกว่า เพื่อนทั้ง 3 คน เป็นนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพตรัง 2 คน และวิทยาลัยเทคนิค 1 คน ขับขี่รถกลับมาจากเที่ยวตลาดกลางคืน ขณะขับรถมาถึงหน้าบ้านนายเจษฎากร อายุ 18 ปี และจะลงจากรถทันใดนั้นมีชายขับขี่รถจักรยานยนต์ ประกบไล่ยิงเพื่อนของตน จนนายเจษฎากร ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถจอดรถได้เพื่อนๆ ขับรถจักรยานยนต์หนีสุดชีวิต แต่ชายคนดังกล่าวยังขับรถจักรยานยนต์ไล่ยิงไป 5-6 นัดอีก ก่อนที่เพื่อนของตนทั้ง 3 คน จะขับหนีตายมาขอความช่วยเหลือตนที่บ้าน จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจและกู้ภัยให้มาช่วยเพื่อนที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมระบุว่าแปลกใจที่ถูกทำร้าย เพราะกลุ่มพวกตนไม่เคยมีเรื่องกับใคร

ลูกพาพ่อชราไปหาหมอ ไม่ทันถึงรพ.รถชนตายต่อหน้าต่อตา

เมื่อเวลา 01.00 น. ร.ต.อ.สนิท น้อยเซ็น พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุตรดิตถ์ รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์ ถนนฤดีเปรม ต.ท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เยื้องกับห้างสรรพสินค้าโลตัส มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ สีบรอนซ์เงิน ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บธ-1248 สภาพด้านหน้าตัวรถและเครื่องพังยับเยิน จนดันฝากระโปรงรถเปิดขึ้น กระจกหน้ารถแตก อุปกรณ์หน้ารถแตกกระจัดกระจายเกลื่อนถนน จอดขวางอยู่กลางถนน เส้นทางขาเข้าตัวเมืองอุตรดิตถ์ พบศพผู้ชายทราบชื่อ นายเจริญ อายุ 81 ปี นั่งเสียชีวิตอยู่บนเบาะที่นั่งคู่คนขับ โดยศีรษะพาดอยู่ที่บริเวณคอนโซลหน้ารถ

โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยวัดหมอนไม้และศูนย์กู้ชีพอุตรดิตถ์ ช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ บริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะ สีดำ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นดีแม็คซ์ หมายเลขทะเบียน บธ-4910 อุตรดิตถ์ จอดแน่นิ่งอยู่ข้างรั้วกำแพงโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยหันหัวรถออกมาทางหน้าถนน บริเวณล้อหลังซ้ายของคนขับ พบร่องรอยถูกชนกระแทกอย่างแรงโครงกระบะด้านซ้ายและล้อได้รับความเสียหาย คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ทราบชื่อว่า นายธนากร อายุ 24 ปี

จากการสอบสวนทราบว่า นายเจริญ ผู้เสียชีวิต ซึ่งมีโรคประจำตัวคือโรคหอบ เกิดป่วยกะทันหัน มีอาการหายใจติดขัดหายใจไม่สะดวก ครอบครัวจึงพาพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โดยมีนายสายชล อายุ 51 ปี ลูกชายนายเจริญเป็นคนขับ วิ่งตามเส้นทางเข้าเมือง เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะสีดำของนายธนากร วิ่งมาด้วยความเร็วและหมุนเคว้งกลางถนนข้ามฝั่งมา เป็นเหตุให้รถของนายสายชลซึ่งวิ่งมาตามทางเบรกไม่อยู่ พุ่งเข้าชนที่บริเวณกระบะซ้ายด้านหลังตรงกับล้อรถยนต์พอดี จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ขณะที่นายธนากร ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เป็นช่างเชื่อมอู่แห่งหนึ่งในตัวเมืองอุตรดิตถ์ เสร็จงานแล้วไปส่งเพื่อนที่ค่ายทหาร วิ่งรถออกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ เพื่อกลับบ้านที่ศรีสัชนาลัย ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมา ระหว่างวิ่งผ่านหน้าโลตัสจึงเตะเบรก รถเกิดหมุนเคว้งและวิ่งข้ามเลนจนเกิดเหตุดังกล่าว เชื่อว่าเกิดจากถนนลื่นทำให้เบรกไม่อยู่

ล่าสุด ทางพนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด ถึงการขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต คงต้องรอพยานผู้ได้รับบาดเจ็บให้การก่อน แล้วนำมาประกอบสำนวนพร้อมแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่กระทำผิดในคดีนี้

กระบะพุ่งชนท้ายสิบล้อ ส.จ.เติ้ง ลูกชายโสภณ ซารัมย์ เสียชีวิต

เมื่อเวลา 01.00 น. สภ.ทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนท้ายรถบรรทุกอ้อย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 3 ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ อบต.เมืองแฝก

ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน กฉ 2323 บุรีรัมย์ ชนอัดก็อบปี้กับรถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 82-5993 บุรีรัมย์ ที่จอดอยู่ข้างทาง ซึ่งมี นายทองใบ อายุ 63 ปี เป็นคนขับ โดยสภาพด้านหน้ารถกระบะพังยับเกือบถึงกระบะท้าย มีผู้บาดเจ็บติดอยู่ในรถกระบะ 3 ราย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันนำผู้บาดเจ็บออกจากตัวรถ ทราบชื่อคือ นายอมฤต อายุ 24 ปี เป็นคนขับรถกระบะได้รับบาดเจ็บแขนซ้ายหัก และหญิงสาวไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

นอกจากนั้น ยังมีนายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ ส.จ.เติ้ง อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.คูเมือง เขต 2 เป็นบุตรชายคนโตของ นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ติดอยู่บริเวณที่นั่งด้านคู่หน้ากับคนขับ อาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงนำร่างออกมาได้เพื่อช่วยเหลือนำส่ง รพ.เอกชนบุรีรัมย์ แต่ได้เสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์
จากการสอบสวน นายทองใบ คนขับรถบรรทุก ให้การว่าก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนวันที่ 24 มี.ค. ได้กลับจากนำอ้อยไปส่งที่โรงงาน และแวะกลับมากินข้าวและพักผ่อนที่บ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่จอดรถ กระทั่งได้ยินเสียงดังสนั่นจึงเดินออกมาดู ก็พบมีรถกระบะพุ่งชนท้ายรถของตนเองดังกล่าว

จากการสอบสวน นายอมฤต ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะและเป็นญาติของผู้เสียชีวิต ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมเพื่อน และส.จ.เติ้ง ได้กลับจากไปช่วยงานในตัวเมืองบุรีรัมย์ หลังจากเสร็จงานจึงพากันขับรถกลับบ้านพัก ที่บ้านหนองเก้าข่า ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร

โดย ส.จ.เติ้ง นั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งและถนนแคบ ประมาณ 2.50 – 3 เมตร รถวิ่งสวนกันลำบาก ประกอบกับในจุดเกิดเหตุไฟฟ้าส่องสว่างเสีย จึงทำให้ทางค่อนข้างมืด มองไม่เห็นรถบรรทุกจอดอยู่ริมถนน จึงขับพุ่งชนท้ายอย่างจัง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และจะได้เรียกตัวคนขับรถบรรทุกมาสอบสวน และรอสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ถนนข้าวสารประกาศงดสาดน้ำสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ถนนข้าวสารงดจัดงานสงกรานต์ เร่งประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวให้ทราบ แต่ยังคงจัดงานวัฒนธรรมแบบไทยๆ ทำบุญตักบาตรและสรงน้ำพระ

นายปิยะบุตร จิวระโมไนย์กุล นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ที่กำลังจะถึงนี้ ถนนข้าวสารจะงดจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและกรุงเทพมหานครแล้ว เนื่องจากสถานที่โดยรอบของถนนข้าวสารอยู่ใกล้เคียงเส้นทางจราจรที่ประชาชนจะเดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หากมากันเป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกปีก็จะกระทบกับเส้นทางจราจรต่างๆ ได้
ซึ่งที่ถนนข้าวสารในทุกวันจะมีการประกาศเสียงตามสายให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับทราบว่าปีนี้ไม่มีการจัดงานแต่จะกลับมาจัดใหม่ในปี 2561 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในถนนข้าวสารจะยังคงรักษาประเพณีที่ดีงาม โดยเฉพาะช่วงเช้าของวันที่ 13 เมษายน 2560 จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญตักบาตรและสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่ไทย