C a t

Felis catus

Month: กรกฎาคม 2017

25 พฤติกรรมของแมวเหมียว

1.เมื่อแมวเหมียวกัดเล็บตัวเอง

มีเพียงไม่กี่เหตุผลที่แมวน้อยจะเอาเล็บตัวเองมากัด หตุผลก็คือมันสะท้อนให้เห็นถึง ความขี้วิตกกังวลหรือความเบื่อ เหมือนมนุษย์เรานั่นแหละ หรือมันอาจจะแค่ตัดแต่งเล็บของมันอยู่ก็ได้

562dc80a07a40

2. ทำตาดุเหมือนเสือน้อย

เมื่อไหร่ก็ตามที่เหมียวน้อยกำลังจ้องมองอะไรบางอย่างด้วยแววตาอันโหดร้ายอยู่ นั่นคือเรื่องธรรมชาติของสัญชาตญาณนักล่าอย่างแมว ที่อยากจะกระโดดตะครุบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเล่นๆ

562dc82cd8e7b

3. วิ่งเพ่นพ่านไปมา

ถ้าจู่ๆเจ้านายวิ่งเพ่นพ่านไปมาในบ้านละก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะแมวสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 31ไมล์/ชั่วโมง และนั่นก็เป็นวิธีการออกกำลังกายของเจ้าเหมียวน้อยนั่นเอง ถ้าเหล่ามนุษย์ผู้ตกเป็นทาสแมวอยากจะวิ่งเล่นด้วยก็ได้นะ

562dc8433a24c

4. นอนแผ่หราทำพุงกาง

เมื่อไหร่ที่มันนอนกางพุงแบบสบายใจเฉิบใกล้ๆละก็แสดงว่ามันรู้สึกสบาย มีความสุข และไว้ใจในตัวคุณ เพราะเหมียวรู้สึกว่าอยู่กับเราแล้วพวกเค้าจะปลอดภัยยังไงละ

562dc85a7f597

5. เอาตัวมาถูๆไถๆ

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าเหมียวเอาตัวมาถูๆไถๆเหล่ามนุษย์ละก็ควรรู้ไว้ได้เลยว่าเรากำลังตกเป็นทาสมันอย่างเต็มตัว เพราะแมวเหมียวจะพยายามสร้างกลิ่นตัวของพวกมันให้ติดกับตัวคุณ และยังเป็นการแสดงออกให้รู้อีกด้วยว่า มันเป็นเจ้าของเรา (สมแล้วที่เป็นแมวจริงๆ)

562dc86d05934

6. ถ่ายทิ้งไว้แล้วไม่ยอมกลบ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้คนมักนิยมเลี้ยงแมวนั่นก็เพราะมันสามารถจัดการกับการถ่ายของเสียได้ด้วยตัวเอง และถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้านายอึแล้วไม่ยอมกลบ นั่นก็แสดงว่ามันกำลังโกรธเราอยู่ หรือเราอาจไปทำอะไรบางอย่างให้ไม่พอใจได้

562dc87ec2f10

7. ทำเสียงขู่

เสียงขู่ไม่ได้สื่อถึงความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่ยังสื่อให้เราเห็นถึงความรู้สึกกลัวอีกด้วย บางทีมันก็อาจจะมีอารมณ์โกรธและไม่อยากให้ใครมายุ่งกันบ้าง

562dc89f1205b

8. มาดมกลิ่นที่หน้าของเรา

ธรรมชาติของแมวเป็นสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็น และพวกมันก็ชอบที่จะดมกลิ่นไออุ่นจากมนุษย์ซะเหลือเกิน ไม่มีอะไรต้องกังวลเพียงปล่อยให้เจ้านายดมเราไปแถมยังสร้างความเชื่อใจได้มากขึ้นอีกด้วย

562dc8b285716

9. กระดิกหู

ถ้าจู่ๆ แมวเหมียวทำท่ากระดิกหูไปมาละก็ พวกมันต้องการจะสื่อว่าตัวเองรู้สึกถูกรบกวนและมีความกังวลอยู่ เพียงแค่ปล่อยให้มันใช้เวลาส่วนตัวบ้าง แหมมช่างเอาแต่ใจซะจริงๆ

562dc8c2e5fb6

10. ทำหูตั้ง

เป็นการแสดงออกว่ามันกำลังตื่นตัว รับฟังสิ่งรอบข้างและเตรียมพร้อมที่จะเจอกับอะไรบางอย่างอยู่เสมอ หน้าที่ของทาสก็แค่ปล่อยให้มันได้ใช้สัญชาตญาณของตัวเองบ้างเพื่อให้พวกเขารู้สึกดีต่อความสามารถของตนเอง

562dc8d5e9d18

11. ร้องเมี๊ยวแบบสั้นๆ

การร้องเมี๊ยวแบบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักนั้นเป็นคำทักทายในภาษาแมวมันก็คือคำว่า สวัสดี นั่นเอง เหล่าทาสแมวก็อย่าลืมทักทายกลับด้วยการลูบหัวหรือเล่นด้วยซักนิดหน่อยละ เดี๋ยวมันจะน้อยใจเอา

562dc8e9f06e5

12. ร้องเมี๊ยวแบบดังๆ

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้านายหิว มันก็จะร้องครวญครางด้วยเสียงที่ดังและฟังดูออดอ้อนสุดๆ เป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า ‘เอาอารหารมาให้ข้าได้แล้ว เจ้ามนุษย์!! เมี๊ยยยวววว’

562dc8ff225b7

13. ทำตัวเหมือนเด็ก

เมื่อไหร่ที่เหล่าแมวเหมียวทำตัวเหมือนเด็กและเข้ามาออดอ้อนเราจนทำให้ใจละลายละก็ นับว่าเป็นเรื่องดีเพราะพวกเขาก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่อยากจะเข้ามาเล่นและสื่อสารกับเรา การสื่อสารด้วยคำพูดผ่านน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนก็ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีได้

562dc90f5c7b1

14. ทำเสียงกรน

เคยได้ยินเหมือนเสียงกรน นั่นสรุปง่ายๆ ว่ามันกำลังฟินอยู่แหละ

562dc92a09982

15. ทำท่าทางเหมือนเป็นบ้ากลิ้งไปมาบนพื้น

มีเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อที่จู่ๆแมวจะแสดงอาการเหมือนผีบ้าออกมา นั่นก็คือเมื่อแมวรู้สึกว่ามีพลังงานเหลือเฟือและอยากจะออกแรงซะเหลือเกิน หรืออาจรู้สึกว่ากำลังคันผิวหนังแบบยิกๆ จนต้องลงไปเกลือกกลิ้งลงบนพื้น ลองสังเกตุเห็บบนตัวเจ้านายดูบ้างเพื่อสุขภาพผิวหนังที่ดี

562dc93936668

16. นอนขวางของใช้ต่างๆ

เคยเจอปัญหาเจ้านายมานอนขวางคีย์บอร์ดขณะที่เรากำลังใช้คอมพิวเตอร์อยู่หรือไม่? เป็นอีกความน่ารักของแมวเหมียวที่มาออดอ้อนให้เราสนใจมัน และอยากจะอยู่ใกล้ชิดกับเรา แถมยังต้องการให้เราแสดงความรักที่มีต่อมันอีกด้วยนะ ร้ายกาจจริงๆ

562dc94f7b147

17. นอนกลิ้งไปมาบนพื้น

ถ้าอยู่ดีๆไปเจอแมวกำลังนอนกลิ้งไปมาต่อหน้าเรา นั่นก็แสดงว่าเหล่าเจ้านายกำลังเรียกร้องให้ทาสมนุษย์อย่างเราเข้าไปเล่นด้วย และที่สำคัญถ้าไม่รู้สึกไว้ใจจะไม่ทำพฤติกรรมนี้ให้เห็นเป็นอันขาด

562dc96331763

18. นอนหลับบนอกของเรา

ถ้าแมวน้อยมานอนหลับปุ๋ยอยู่บนอกของเรา นั่นอาจเป็นเพราะมันอยากจะรู้สึกถึงความอบอุ่นจากหัวใจของเรา และแสดงให้เห็นถึงความรักที่แมวมีให้เราอีกด้วย

562dc9767e212

19. ทำตัวลับๆล่อๆ

โดยธรรมชาติแล้วแมวเป็นสัตว์ที่มักจะทำตัวลับๆ ล่อๆ เพื่อการล่าอาหารอยู่ตลอด แถมยังเป็นสัตว์ที่ฉลาดสุดๆ เพราะมันจะใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และยังแสดงให้มนุษย์เห็นอีกด้วยว่า แมวน่ะฉลาดไม่แพ้ใคร

562dc98a91575

20. บีบนวดอุ้งเท้าของตัวเอง

เป็นการแสดงออกทางร่างกายอย่างหนึ่งให้เราเห็นว่าเหล่าเหมียวกำลังมีความสุขดี และยิ่งในแมวเด็กที่กำลังต้องการนมจากแม่ละก็ เราจะได้เห็นพฤติกรรมนี้กันบ่อยๆเลยล่ะ

562dc99ce9741

21. หนอนหงายพุง

ถ้าเมื่อไหร่ที่เจ้าเหมียวทำท่านี้ละก็ เป็นอีกพฤติกรรมที่กำลังเรียกร้องให้เราเข้าไปเล่นด้วย เจ้านายอยากจะโดนมนุษย์ทาสเข้าไปคลอเคลียและทำให้มีความสุข เพราะฉะนั้นอย่าเมินล่ะเจ้ามนุษย์!!

562dc9adcc784

22. คึกคักเป็นพิเศษในยามดึก

เป็นธรรมชาติของบรรพบุรุษแมวที่พวกมันเป็นสัตว์ออกล่าตอนกลางคืน แต่บางทีการที่มันตื่นกลางดึกอยู่ตัวเดียวในขณะที่เราหลับปุ๋ยไปแล้วอาจทำให้แมวเบื่อได้ หน้าที่ของเราก็คือการหากิจกรรมเล่นกับพวกแมวก่อนเราจะเข้านอน ก็ช่วยได้เช่นกัน

nightowl_pixabay

23. ขับถ่ายนอกกระบะทราย

เป็นการสั่งสอนให้เหล่ามนุษย์ได้หลาบจำว่าห้ามทำให้แมวเหมียวโมโหเด็ดขาด และโดยเฉพาะในแมวตัวผู้ที่มักจะฉี่ใส่บริเวณบ้าน นั่นก็เพราะมันกำลังสร้างอาณาเขตและหาคู่นั่นเอง

562dc9d23ca2e

24. ชอบกัดซะเหลือเกิน

แมวเหมียวจะชอบกัดด้วยเหตุผลมากมายไม่ว่าจะ เครียด รำคาญ โมโห หรือแค่อยากจะเล่นด้วยเฉยๆก็ตาม ไม่ต้องตกใจไปถ้ากำลังเล่นด้วยอยู่ดีๆแล้วกัดใส่ซะงั้น แต่ขอเตือนว่าอย่าตะคอกใส่แมวเหมียวเป็นอันขาด อาจจะแค่ปฏิเสธด้วยการเดินหนีก็พอ

562dca0c847c8

25. กัดเท้า

ถ้าจู่ๆแมวน้อยวิ่งเข้ามากัดเท้าเราละก็ไม่ต้องโมโหไป เพราะเจ้าเหมียวแค่อยากจะเล่นสนุกๆกับเราก็เท่านั้นเอง ฝึกฝนเหล่าเหมียวด้วยการทำให้มันกระโดดบ้าง วิ่งบ้าง หรือจะหาของเล่นมาล่อแทนก็สนุกไปอีกแบบ

562dc9febb3f6

ยาสามัญประจำแมว

วิธีการให้ยาและปริมาณการให้ยา
เป็นหวัดแค่จามมี น้ำมูกใส ให้ ฟูมูซิล หรือ เฟลมแม๊กซ์ คู่กับ คอเฟแก้แพ้อากาศ
– ฟูมูซิล 100 mg ยาผงเป็นซองเป็นยาละลายเสมหะ ผสมน้ำ 50 cc.
แมวเล็ก ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไปครั้งล่ะ 1/2 cc
แมวเด็กโตอายุ 3 – 8เดือน ครั้งละ 1-2 cc
แมวโต ครั้งละ 2-3 cc
ป้อน 2- 3 เวลา

– เฟลมแม๊กซ์ ยาน้ำ ยาแก้ไอละลายเสมหะแบบน้ำปริมาณ 0.5 cc / น้ำหนัก 1 กก.
ให้ เช้า-เย็น ยาน้ำตัวนี้เหมาะรักษากับลูกแมว

– เฟลมแม๊กซ์ ยาเม็ด เป็นยาแก้ไอละลายเสมหะ แบบเม็ด ปริมาณ 1 เม็ด ต่อ นน. 5 กก.
ให้ เช้า-เย็น

– Chlorpheniramine ยาน้ำ เป็นยาแก้แพ้อากาศช่วยลดน้ำมูก

– Chlorpheniramine ยาเม็ด ปริมาณ 1 เม็ด ต่อ นน. 5 กก. ให้เช้า-เย็น
ยา เม็ดตัวนี้เหมาะรักษากับแมวโตจะดีกว่า

ถ้ามีน้ำมูกข้นเขียวต้อง เพิ่มยากลุ่มปฎิชีวะนะ เริ่มจากกลุ่มที่ 1 ก่อนถ้า 3 วันไม่ดีขึ้นค่อยเปลี่ยนกลุ่มตามลำดับต่อไป

กลุ่ม 1
– โทเฟ๊กซ์ดาย 156ml ยาน้ำ ปริมาณ 1 cc / น้ำหนัก 1 กก. (สำหรับแมวเด็ก)
– โทเฟ๊กซ์ดาย 250ml ยาน้ำ ปริมาณ 0.5 cc / น้ำหนัก 1 กก. (สำหรับแมวโต)

กลุ่ม 2
– คาวูม๊อกซ์ 156ml ปริมาณ 0.5 cc/ นน. 1 กก.

กลุ่ม 3
– ด๊อกซี่ 200 ml ยาเม็ด ยาปฏิชีวนะ 1 เม็ด / น้ำหนัก 10 กก.
ยาปฏิชีวะนะ ให้เช้า-เย็น ต้องให้กินติดต่อกันจนครบ 7 วัน แม้จะรักษาหายแล้วก็ตาม

ท้อง เสีย ติดเชื้อ

– ไดเซ็นโต้ รักษาอาการบิด อึปนมูกเลือด เป็นยาเม็ดสีเหลือง ปริมาณ 1เม็ด / น้ำหนัก 5 กก.
– นอร์ฟ๊อกซ์ 200 ml เม็ด เป็นยาปฏิชีวะนะ ยาฆ่าเชี้อ ปริมาณ 1เม็ด / น้ำหนัก 10 กก.
กิน คู่กัน ทุกเช้า –เย็น ควรกินให้ครบ 7 วัน

ผิวหนัง อักเสบ เชื้อรา

– นิวฟูลวิน เป็นยารักษาเชื้อราเม็ดสีขาว ปริมาณ 1เม็ด / นน. 4 กก.
กินหลังอาหารทันทีกินคู่กับยาบำรุงตับซับมารินเม็ด สีชมพู ½ เม็ดติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 อาทิตย์
การรักษาเชื้อราต้องกินยา ต่อเนื่อง และต้องกินคู่กับยาบำรุงตับด้วย

อาการคันหู ไรหู ติดเชื้อเยื้อบุช่องหู

– Dexoryl หาซื้อตามร้านสัตว์แพทย์ ขวดเล็กสีขาว ฉลากน้ำเงิน ยาหยอดไรหู
4วันแรก หยอดทุก เช้า- เย็น หลังจากนั้นหยอดติดต่อกันอีก 10 วัน
(ควรให้ โทเฟ๊กซ์ หรือ คาวูม๊อกซ์ คุมการติดเชื้อไว้ด้วย)

ตาเจ็บ

– เจนตร้ามัยซิน ยาหยอดยา 3 เวลา ในสามวันแรก หากยังไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยนมาใช้
โทเบ๊กซ์หยอดแทน หลังจากนั้นหยดเช้าเย็น จนครบ7วัน หรือจนหายดี
ถ้าเป็นมากให้ป้ายขี้ผึ้ง ยา โทเบ๊กซ์ เพิ่มด้วย

มีไข้สูง

– ทอฟีดีน อย่างเม็ด เป็นยาของสัตว์ปริมาณ 1เม็ด / นน. 5 กก.
กินได้แค่สามวัน ห้ามให้เกิน 3 วัน ห้ามเกินนั้นอันตรายมาก

– ไอบูโทเฟ่น ยาน้ำลดไข้เด็ก (ของคน) ขวดเล็กๆ ปริมาณ 0.5 cc / นน. 1 กก.

ยา ถ่ายพยาธิ

– ด็อนทอลพลัส ตัวนี้เป็นยาของสัตว์ดีมากๆ ปริมาณ 1เม็ด / นน. 4 กก.
ถ่าย ได้ตั้งแต่แมวอายุ 6 อาทิตย์ขึ้นไป

– พาเล็ท ยาน้ำของเด็ก (ของคน) สำหรับแมวเด็กควรใช้ ในปริมาณ 0.2-0.3 cc
ถ่าย พยาธิตั้งแต่อายุ 1 เดือน แล้วทำทุก 2 อาทิตย์ จนครบอายุ 3 เดือน
สำหรับ แมวโตถ่ายพยาธิทุก 3 เดือน

ชนิดของอาหารแมว

ชนิดของอาหารแมว

การเลี้ยงแมวตามบ้านส่วนใหญ่ของคนไทย ผู้เลี้ยงมักเลี้ยงแมวด้วยอาหารที่ปรุงขึ้นเองในครัว เช่น ข้าวคลุกปลาหรือไข่ต้มหรือน้ำแกงจืด ซึ่งแมวก็อยู่ได้ แต่ถ้าต้องการเลี้ยงอย่างดีเป็นพิเศษ ในบางครั้งอาจมีการเสริมอาหารประเภทเนื้อ นม เสริมให้กิน

สำหรับชนิดของอาหารแมวนั้น สามารถแบ่งออกได้ 3-4 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่สามารถซื้อหามาปรุงเอง อาหารสดหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งอาหารเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปในแง่ของรสชาด คุณภาพ ราคาและคุณค่าของอาหาร ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

อาหารปรุงเอง

การปรุงอาหารขึ้นเองนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับการเลี้ยวแมวทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าต้องการให้อาหารถูกส่วนถูกกับความต้องการของแมวควรปรุงให้ตรงตามสูตร อีกทั้งยังต้องมีความเข้าใจถึงหลักโภชนาการมาก่อน เพราะเป็นการปรุงอาหารให้ตรงตามที่แมวต้องการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากและค่อนข้างละเอียด ผู้เลี้ยงควรคำนวณทั้งอัตราส่วนและปริมาณของสารอาหารที่เหมาะสมตรงตามความต้องการของแมวในแต่ละวัย นอกจากนี้อาหารที่ปรุงเองจะมีรสชาดที่ไม่แน่นอน เช่น เค็ม หรือหวาน ซึ่งอาจไม่ถูกปากแมว บางครั้งอาหารอาจจะมีไขมันมากเกินไป ถ้าใส่ข้าวมากก็จะขาดวิตามิน ถ้าใส่เนื้อมากเกินไปก็จะได้รับโปรตีนเกินความจำเป็นส่งผลทำให้ย่อยยากกระเพาะต้องทำงานหนัก สิ่งเหล่านี้ต้องคำนึง

อาหารสด

เป็นอาหารผสมเสร็จ หาชื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ราคาจะถูกกว่าอาหารสำเร็จรูปชนิดอื่นเล็กน้อย แต่มีข้อเสียคือต้องเก็บไว้ในช่องแช่แข็งตลอดเวลาเพราะเป็นอาหารสดจึงเสียง่าย ต้องซื้อบ่อย ๆ อาหารสดผสมเสร็จนี้บางชนิดก็มีคุณค่าทางอาหารครบ แต่บางชนิดก็มีไม่ครบ และนอกจากนี้อาหารผสมเสร็จยังมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่าอาหารสำเร็จ ก่อนนำมาให้แมวต้องปรุงให้สุกเสียก่อน

อาหารสำเร็จรูป

อาหารแมวแบบแบ่งขาย

เป็นอาหารแมวที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป โดยทั่วไปแล้วก็เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนอาหารเหมือนอาหารปรุงเองหรืออาหารสด อาหารสำเร็จรูปมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบเป็นเม็ดและแบบเปียก

อาหารแบบเม็ด

ตัวอย่างอาหารแบบแห้ง (อาหารเม็ด)

อาหารแมวแบบเป็นเม็ด หรือ อาหารแห้ง จะมีลักษณะเป็นเม็ดส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ ประกอบด้วยธาตุอาหารและวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ ที่แมวต้องการอย่างเหมาะสม ส่วนประกอบของอาหารเม็ดโดยมากมาจากเนื้อสัตว์ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น การบดและอบแห้ง มีคุณค่าของโปรตีนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของแมวในการนำไปใช้สร้างความเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของไขมันที่ช่วยสร้างพลังงานและความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย มีวิตามินที่ช่วยให้แมวมันมีขนยาวสวยได้ ที่พิเศษคือมีไฟเบอร์ที่จะช่วยให้แมวท้องไม่ผูก นอกจากนี้อาหารแห้งยังมีประโยชน์ช่วยขัดฟันของแมวให้สะอาด เพราะเป็นเม็ดกรอบและการเคี้ยวอาหารแห้งก็เป็นการบริหารเหงือกให้แข็งแรงได้อีกด้วย

การให้แมวกินอาหารเม็ด ควรหัดให้กินตั้งแต่แมวยังเล็ก ๆ หลังอย่านมใหม่ ๆ หรือประมาณ 2 เดือน โดยผสมอาหารแห้งในน้ำนม เมื่อโตได้ประมาณ 3 เดือนจึงให้กินอาหารแห้งเพียงอย่างเดียว สำหรับแมวที่ไม่เคยกินอาหารแห้งมาก่อน การเปลี่ยนมาให้กินอาหารแห้งโดยฉับพลันอาจทำให้แมวท้องเสียได้ เพราะระบบย่อยของแมวนั้นอ่อนไหวและผิดปกติได้ง่ายมาก ฉะนั้นการให้อาหารแมวจึงต้องค่อย ๆ เปลี่ยนโดยสามารถนำอาหารเม็ดมาคลุกผสมกับอาหารเดิมที่แมวเคยกินที่ละน้อย หรืออาจผสมเข้ากับน้ำ นม หรือน้ำแกง เพื่อให้อาหารเม็ดนิ่มขึ้น เมื่อแมวเริ่มชินแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นอาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ควรคำนึงสำหรับการเลี้ยงแมวด้วยอาหารแบบเม็ด คือ ควรจะมีถ้วยใส่น้ำสะอาดตั้งไว้ข้างชามอาหารเพื่อให้แมวกิน เพราะว่าอาหารแห้งนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น เมื่อแมวกินอาหารแห้งจะกลืนไม่ค่อยสะดวกทำให้คอแห้งหิวน้ำได้

อาหารแบบเปียก

ตัวอย่างอาหารแบบเปียก (ชิ้นปลาในเจลลี่)

อาหารแมวแบบเปียกหรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า อาหารกระป๋อง แมวมักจะชอบอาหารชนิดนี้มากกว่าอาหารแบบเม็ด เพราะอาหารเปียกมีลักษณะใกล้เคียงกับอาหารปรุงเอง คือมีลักษณะเป็นน้ำและเนื้อนุ่ม โดยส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยเนื้อปลาหรืออาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู หอยผสมในเจลลี่

เนื้อสัตว์ที่นิยมนำมาเลี้ยงแมว

มีดังต่อไปนี้
เนื้อปลาทู โปรตีน 20% เนื้อกระบือ โปรตีน 19.6%
เนื้อโค โปรตีน 18.8% เนื้อหมู โปรตีน 14.1%
เนื้อไก่ โปรตีน 18% เนื้อเป็ด โปรตีน 16%
เนื้อห่าน โปรตีน 16.4% เนื้อกุ้ง โปรตีน 20.8%
เนื้อปู โปรตีน 17.2%

โภชนาการสารอาหาร

โภชนาการพิเศษ

 การให้อาหารแมวให้เหมาะสมกับอายุ, ขนาด, รูปแบบการใช้ชีวิต, ความต้องการพิเศษและสายพันธุ์ จะช่วยให้แมวมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพียงให้อาหารที่มีโภชนาการสมดุลพิเศษ ซึ่งมีสารอาหารจำเป็นครบถ้วนสำหรับแมวสุขภาพดี

โภชนาการตามช่วงอายุ

 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แมวที่มีอายุมากกว่า 6 ปีมีสัดส่วนที่สูงขึ้นถึง 2 เท่า ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าของความรู้ด้านโภชนาการและการแพทย์
แมวส่วนใหญ่มักจะแสดงสัญญาณความสูงวัยเมื่ออายุประมาณ 7 ถึง 10 ปี หรือมากกว่า 12 ปี ความสูงวัย มักหมายถึง ความร่าเริงลดลง เดินลำบากขึ้น และมีความอยากอาหารลดลง นอกจากนี้แมวสูงวัย มักมีโอกาสป่วยด้วยโรคที่หลากหลาย เช่น โรคหัวใจ, หายใจลำบาก, ติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง, โรคไต, เนื้องอก, โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ และโรคเบาหวาน นอกจากนี้โรคอ้วนยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาด้วย เช่น โรคเบาหวาน และโรคผิวหนัง อย่างไรก็ตามแมวสูงวัย มักมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้
ดังนั้นการปรับอาหารเป็นอาหารสำหรับแมวสูงวัยตั้งแต่น้องเหมียวอายุ 10 ปีจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าสัญญาณความความสูงวัยจากภายนอกยังไม่สามารถสังเกตได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญในร่างกายต้องการอาหารที่มีโภชนาการเหมาะกับช่วงสูงวัย นอกจากนี้แมวสูงวัยควรได้รับการตรวจสุขภาพจากสัตวแพทย์ เพื่ออาการเจ็บป่วยจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยแนะนำว่าแมวสูงวัยควรตรวจสุขภาพประจำปี และเมื่อแมวอายุมากกว่า 12 ปีควรมีการตรวจสุขภาพทุก 6 เดือน

สารอาหารหลักที่แมวต้องการ

โปรตีน

มีอยู่ในเนื้อสัตว์ เนื้อปลาและถั่วต่าง ๆ แมวนำประโยชน์ของโปรตีนแต่ละชนิดไปใช้ได้มากน้อยต่างกัน โปรตีนมีความสำคัญต่อแมวเกี่ยวกับการเจริญเติบโต การสร้างแอนติบอดีสำหรับป้องกันเชื้อโรค ซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้ขนงอก ตลอดจนสร้างเอนไซน์ต่าง ๆ เป็นต้น ลูกแมวที่กำลังเติบโตต้องการโปรตีนไม่น้อยกว่า 30 % ถ้าแมวได้รับอาหารที่มีโปรตีนต่ำกว่า 18 % จะเบี่ออาหาร

คาร์โบไฮเดรต

แมวต้องการคาร์โบไฮเดรตซึ่งมีอยู่ในน้ำตาล แป้งและข้าวต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเจริญเติบโต การผลิตน้ำนมและการทำงาน ความต้องการพลังงานของแมวขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแมว เช่น แมวที่เคลื่อนไหว ทำงานวิ่งเล่น ย่อมต้องการพลังงานมากกว่าแมวที่นอนอยู่เฉยๆ

ไขมัน

แมวต้องการไขมันสำหรับพลังงานหรือแคลอรีประมาณ 8 % ไขมันให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต 2 เท่าและไขมันยังมีกรดไขมันซึ่งมีความสำคัญต่อโภชนาการและการเจริญตามปกติของแมว แมวขาดกรดไขมันจะทำให้ผิวหนังแห้งและเจริญเติบโตช้า ถ้ามีไม่เพียงพอก่อให้เกิดอาการของโรคขึ้น นอกจากนี้ไขมันยังให้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโตตลอดจนการต่อสู้ต่อความเครียด ความหนาว และถ้าขาดมากเกินไปอาจจะทำให้ตายได้

วิตามิน

วิตามิน หมายถึง สารจำนวนน้อยที่สำคัญต่อชีวิต ดังนั้นการให้วิตามินมากเกินไปจึงไม่จำเป็นและมีโทษด้วยวิตามินมีอยู่หลายชนิด ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อาหารแต่ละอย่างจะให้วิตามินแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน เช่น

วิตามินเอ ช่วยในการต้านทานโรค มีในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง น้ำมันตับปลา

วิตามินบี ควบคุมความสมบูรณ์ ให้กับผิวหนัง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันโรคทางประสาท มีในไข่แดง นม ตับ

วิตามินซี ช่วยบำรุงรักษาผิวหนังและขน แก้โรคลักปิดลักเปิด มีในพืชผักผลไม้

วิตามินดี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูก มีในน้ำมันตับปลา วิตามินดีที่มีมากและเพียงพอจะช่วยทำให้ธาตุแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสที่ไม่ได้อัตราส่วนนั้นถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น

วิตามินอี มีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์และการผลิตน้ำนม ดังนั้นจึงควรให้วิตามินเหล่านี้แก่แมว โดยเฉพาะลูกแมว

แร่ธาตุ

มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ช่วยในการสร้างกระดูก ฟัน และเลือด ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อาหารแต่ละอย่างก็ให้แร่ธาตุแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน แร่ธาตุที่สำคัญ คือ แคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมให้กระดูกแข็งแรง ถ้าขาดไปจะทำให้แมวเป็นโรคกระดูกอ่อนโค้งงอ

10 อาหารต้องห้ามสำหรับน้องเหมียว

c11

1. ยาพาราเซตามอล
                     สำคัญมากเลย หากว่าแมวของคุณป่วยเป็นไข้ หรือไม่สบาย ห้ามให้น้องแมวกินยาพาราเซตามอลเด็ดขาด เนื่องจากพิษของพาราเซตามอลที่มีต่อแมว จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบเลือด ทำให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไม่ได้ หลังรับยาเข้าไปใหม่ ๆ จะยังไม่แสดงอาการ แต่ต่อมาจะเริ่มมีอาการหอบ หน้าบวม ซึ่งหากได้รับในปริมาณไม่มาก สัตว์แพทย์ยังสามารถช่วยทันได้ แต่หากรับในปริมาณมาก ๆ แล้วนั้น สัตว์จะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง

2. หัวหอม กระเทียม องุ่นและลูกเกด
หัวหอมไม่ว่าจะเอาไปผัด ทอด ลวกหรือทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ากินมาก ๆ เข้าก็สามารถส่งผลเสียกับสุขภาพของแมวที่คุณรักได้ทั้งนั้น เพราะมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในตัว ส่งผลให้แมวของคุณมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอ และอาจถึงขั้นเป็นโลหิตจางได้เลยทีเดียว นอกจากนี้กระเทียมและกุ้ยช่ายก็เป็นอีกอย่างที่ไม่ควรให้แมวของคุณทานเช่นกัน เพราะอาหารพวกนี้นี่แหละที่จะเป็นตัวการทำให้กระเพาะของมันมีปัญหา อีกทั้ง องุ่น และลูกเกดนั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกันเพราะจะทำให้แมวคลื่นเหียน อาเจียนออกมา และมีอันตรายต่อตับ

3. ผลิตภัณฑ์จากนมวัว
ถึงเรามักจะเห็นภาพที่แมวกินนมตามภาพยนตร์หรือการ์ตูนกันจนคุ้นตา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นของที่ควรเอามาให้เจ้าเหมียวที่คุณรักกินกันบ่อย ๆ หรอกนะ เนื่องจากแมวส่วนใหญ่โดยเฉพาะลูกแมวนั้นยังไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวได้ดีพอ ทำให้ท้องเสียได้ หากจำเป็น ควรใช้นมแพะ หรือนมสำหรับแมวที่ไม่มีแลคโตส จะดีกว่า

4. แอลกอฮอลล์
เก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งหลายเอาไว้ใช้สังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็พอแล้ว อย่าเอามาให้สัตว์เลี้ยงของคุณกินด้วยเลยจะเสียของซะเปล่า ๆ ..เอ้ย ไม่ใช่ จะเป็นอันตรายกับสุขภาพของมันต่างหากล่ะ!! เพราะแอลกอฮอลล์จะเข้าไปทำลายระบบการทำงานของตับและสมองของมัน โดยเพียงแค่วิสกี้ 2 ช้อนโต๊ะก็สามารถทำให้แมวน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัมเข้าขั้นโคม่าได้ง่าย ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้แมวกินของพวกนี้เด็ดขาด แม้กระทั่งอาหารที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ก็ไม่ควร

5. ช็อคโกแลต
หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการให้ช็อคโกแลตกับแมวที่ตัวเองเลี้ยง เป็นเหมือนการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยขนมกับมัน แต่ที่จริงแล้วคุณกำลังเอายาพิษให้มันกินโดยไม่รู้ตัวต่างหาก เพราะช็อคโกแลตนั้นเป็นอันตรายต่อแมวอย่างร้ายแรง โดยสารธีโอโบรมีนที่มีอยู่ในช็อคโกแลตทุกชนิด โดยเฉพาะดาร์กช็อคโกแลตนั้นจะเข้าไปทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ใจสั่น ลมชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

6. ลูกอมและหมากฝรั่ง
ขนมทานเล่นจำพวกลูกอมหรือหมากฝรั่งมักมีสารไซลิทอลปนอยู่ด้วย ซึ่งมันจะไปกระตุ้นการผลิตอินซูลินจนทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว หนำซ้ำยังก่อให้เกิดอาการตับวายและอาเจียนได้อีกต่างหาก โดยอาการพวกนี้ไม่ต้องรอนาน เพียงแค่ 2 – 3 วันก็จะเริ่มมีอาการผิดปกติออกมาให้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้แมวที่คุณรักกินของพวกนี้เด็ดขาด

7. เนื้อติดมันหรือกระดูก
          เข้าใจดีว่าบางคนก็ชอบทิ้งเนื้อติดมันหรือกระดูกให้สัตว์เลี้ยงกินแทน เพราะคิดว่าอย่างไรซะก็คงดีกว่าทิ้งไปให้เสียของแน่ ๆ แต่ที่จริงแล้วคุณไม่ควรให้พวกมันกินของพวกนี้หรอกนะคะ เพราะพวกเนื้อติดมันนั้นจะทำให้แมวท้องเสียหรืออาเจียนได้ง่าย ๆ ในขณะเดียวกันกระดูกก็จะสร้างปัญหาในระบบขับถ่าย และอาจทำให้แมวของคุณสำลักได้เช่นกัน

8. ไข่ดิบ + ปลาดิบ
เวลาที่คุณให้แมวทานไข่ดิบ ๆ จะทำให้เจ้าเหมียวต้องเผชิญความเสี่ยง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน อันดับแรกก็คือมันอาจจะต้องเสี่ยงกับแบคทีเรียอีโคไลซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ และอีกอย่างก็คือไข่ดิบนั้นจะทำให้ความสามารถในการดูดซึมวิตามินบีของร่างกายลดลง จนทำให้ขนของมันไม่เงางามเหมือนเก่านั่นเอง นอกจากนี้พวกเนื้อหรือปลาดิบก็ไม่ควรทานด้วยเหมือนกัน

9. ตับ
ถ้ากินในปริมาณน้อย ๆ ก็ยังพอไหว แต่ทานมาก ๆ คงไม่ดีแน่ เพราะการทานตับมาก ๆ นั้นจะเป็นพิษต่อการซึมซับวิตามินเอในร่างกาย จนทำให้แมวของคุณเกิดอาการกระดูกเปราะเอาได้ง่าย ๆ และอาจก่อให้เกิดความผิดปกติในการเติบโตของกระดูกอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ควรระวังอย่าให้มันทานเยอะเกินไปแค่นาน ๆ ครั้งก็พอแล้ว

10. ชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีน
และแล้วก็มาถึงอย่างสุดท้ายซึ่งก็คือคาเฟอีนนั่นเอง โดยคาเฟอีนนั้นส่งผลเสียกับร่างกายของแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดอาการใจสั่น หายใจถี่ และเกิดกล้ามเนื้อสั่นเกร็ง ซึ่งอาหารที่เต็มไปด้วยคาเฟอีนนั้นก็ได้แก่พวกเครื่องดื่มต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ ชา รวมไปถึงเครื่องดื่มชูกำลังนั่นเอง

แมวสิงหปุระ

แมวสิงหปุระ

c9

 ถิ่นกำเนิด  จากประเทศสิงคโปร์  ประเทศใกล้บ้านเรากันนี่แหละค่ะ  เป็นแมวสายพันธุ์แท้ที่ได้ถูกนะมาพัฒนาในประเทศอเมริกาจนเป็นที่ยอมรับ

ลักษณะ     เป็นแมวที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาแมวสายพันธุ์แท้ทั้งหลาย แถมมันยังมีดวงตาและใบหูที่ใหญ่โตซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดูน่ารักมาก ๆ  ลักษณะมันคล้ายกับแมวพันธุ์อะบิซิเนียนเลยนะคะ แต่ถ้าดูให้ดีแล้วมีเพียงหูที่ใหญ่เหมือนกันเท่านั้น นอกนั้นจะแตกต่างหมด  สีขนของมันคือสี sepia agouti เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือสีน้ำตาลเข้มที่กระจายอยู่บนสีพื้นสีงาช้างตลอดด้านบนของลำตัว  หางมีความยางปกติ  แต่เท้าของมันมีขนาดเล็กกว่าแมวทั่วไป  สีตาของแมวพันธุ์นี้มีทั้งสีน้ำตาลแดง สีเขียวหรือสีเหลือง

บอมเบย์

บอมเบย์

c8

         แมวสายพันธุ์บอมเบย์ เกิดจากการผสมระหว่างแมวสายพันธุ์เบอร์มิส กับแมวสายพันธุ์อเมริกันขนสั้น มีรูปร่างขนาดกลางมองเห็นกล้ามเนื้อชัดเจน หัวโตหน้าผากกลมกว้าง หูกลมและเอียงไปทางข้างหน้า มีจมูกสั้นสีดำคางเห็นชัดเจน ตากลมโตสีตามีตั้งแต่สีทองไล่ไปจนสีทองแดง ขายาวปานกลางเท้าเล็กรูปไข่ มีนิสัยอ่อนโยนไม่ก้าวร้าวสามารถปรับตัวเข้ากับแมวตัวอื่นๆได้ดีและชอบอยู่กับมนุษย์ไม่ปลีกตัวไปไกล

ชื่อสายพันธุ์บอมเบย์ได้มาจากเสือดำในประเทศอินเดีย และชื่อเมืองบอมเบย์ในประเทศอินเดีย (ปัจจุบันคือเมืองมุมไบ)

ลักษณะโดยทั่วไป

รูปร่างและขนาด : เป็นแมวขนาดกลางมีกล้ามเนื้อชัดเจน หัวโตหน้าผากกลมกว้าง หูกลมและเอียงไปทางข้างหน้า มีจมูกสั้นสีดำคางเห็นชัดเจน ตากลมโตสีตาเป็นสีทอง ขายาวปานกลางเท้าเล็กรูปไข่

ลักษณะนิสัย : อ่อนโยนไม่ก้าวร้าวสามารถปรับตัวเข้ากับแมวตัวอื่นๆได้ดีและชอบอยู่กับมนุษย์ไม่ปลีกตัวไปไกล

สฟิงซ์

สฟิงซ์

c6

สฟิงซ์ เป็นพันธุ์แมวชนิดหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีผู้เรียกว่าเป็นแมวพันธุ์ที่ไม่มีขน แต่ที่จริงแล้วมันมีขนปกคลุมบาง ๆ โดยจะเห็นได้ชัดบริเวณปลายลำตัวทั้งสองข้าง แมวไม่มีขนตัวแรกปรากฏในประเทศแคนาดา เมื่อ พ.ศ. 2509 ต่อมาจึงได้กลายเป็นแมวพันธุ์หนึ่ง โดยใช้แมวขนสั้นของอเมริกามาผสม สมาคมผู้เลี้ยงแมวส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแมวพันธุ์นี้ และเป็นพันธุ์ที่มีปัญหาถกเถียงกันอยู่

ลักษณะทั่วไป

ลำตัวยาวหางยาว เรียวปลายหาง มีขนยาวปกคลุมขายาวปานกลาง หัวคล้ายลิ่ม หูเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายหูกลม สีลำตัวสีน้ำตาลขาว หรือดำขาว พื้นท้องเป็นแถบขาวยาวตลอดลำตัวตั้งแต่ปาก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนแมวพันธุ์อื่น ตาสีอำพัน

อเมริกันขนสั้น

อเมริกันขนสั้น

c3

            พันธุ์อเมริกันขนสั้น (อังกฤษ: American Short Hair) เป็นแมวที่ถูกนำมาจากยุโรปไปสู่แผ่นดินอเมริกาเหนือ เมื่อครั้งมีการโยกย้ายถิ่นฐานของคนยุโรปไปแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ แมวถูกนำลงเรือไปเพราะต้องการใช้ประโยชน์จากมันในการล่าหนูมิให้ทำลายข้าวของ ซึ่งที่นำไปด้วยนั้นมีหลายตัว และได้ผสมพันธุ์กันจนได้ลูกที่มีลักษณะเฉพาะออกมาให้เห็นอย่างปัจจุบัน

ลักษณะสายพันธุ์

สี
มีอยู่หลากหลายเฉดประมาณ 34 รูปแบบทั้งลายทั้งสี
รูปร่างและขนาด
เป็นแมวที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โครงสร้างลำตัวใหญ่โต มีกล้ามเนื้อแข็งแรงเห็นชัดเจน อกใหญ่ ขาใหญ่ ยาวขนาดปานกลาง ใบหูขนาดกลางและขอบเป็นทรงกลมมน หัวรูปไข่แต่มีคางที่ค่อนข้างใหญ่ชัดเจน ดวงตาแมวพันธุ์นี้กลมโต ขอบตาด้านนอกด้านบนจะโค้งลงมา สีของตาเป็นสีเขียว
ลักษณะนิสัย
เป็นแมวที่ช่างสงสัย ทะเล้น ซนมาก มีเสน่ห์

วิเชียรมาศ

สายพันธุ์วิเชียรมาศ

c2

            แมววิเชียรมาศ ตรงกับความหมายว่า “เพชรแห่งดวงจันทร์” หรือ “Moon Diamond” บางตำราก็เรียก “แมวแก้ว” ซึ่งก็ตรงกับคำว่า “วิเชียร” แมวชนิดนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแมวเก้าแต้มเสมอ ที่จริงแล้วไม่ถูกต้อง แมวเก้าแต้มคือแมวที่มีสีพื้นสีขาว และมีแต้มบนร่างกาย 9 แห่ง เหตุที่มักเข้าใจผิดเพราะแมววิเชียรมาศ จะมีสีพื้นสีขาวงาช้าง (หรือโบราณจะเป็นขาวล้วนก็ไม่ทราบ) และมีแต้มที่จมูกครอบไปถึงปากเป็นหนึ่งแห่ง กับขาทั้งสี่ หูสอง หางหนึ่ง และที่อวัยวะเพศอีกหนึ่ง รวมเป็น 9 แห่งเช่นกัน ในแมววิเชียรมาศนี้แต้มตามตำราว่าไว้ว่าต้องเป็นสีดำดังหมึกวาด แต่ปัจจุบันเมื่อดูให้ดีแล้วจะเป็นแต้มสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ไม่ได้ดำสนิท หรือที่ต่างประเทศเรียกว่า Seal brown หรือแต้มสีครั่ง แมววิเชียรมาศเป็นที่รู้จักในต่างประเทศโดยใช้ชื่อว่า แมวสยาม (Siamese Cat) แต่ต่างประเทศจะมีแต้มสีอื่นที่หลากหลายกว่า ซึ่งประเทศไทยจะยอมรับเฉพาะแมวที่มีแต้มสีน้ำตาลเข้มเท่านั้น นัยน์ตาสีฟ้าก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของแมวชนิดนี้

แมววิเชียรมาศ เป็นแมวไทยโบราณที่มักเลี้ยงกันในวัง ตั้งแต่สมัยอยุธยา และเป็นแมวมงคลตามตำรา มักกล่าวว่าแมวมงคลคนธรรมดาสามัญชนไม่สามารถเลี้ยงได้ เมื่อสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 แมวไทย 17ชนิดในพระราชวังของกรุงศรีอยุธา ได้ถูกพวกพม่า และเชลย ได้นำไปพม่า เพราะพม่าคิดว่า แมวไทยคือทรัพย์สินที่มีค่าชนิดนึงเนื่องจากแมวไทยในอยุธยาสามารถซื้อขายได้ถึง 1แสนตำลึงทอง หากใครมีแมวชนิดนี้จึงนำมาขายแก่วัง ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้แมวไทยสูญพันธุ์ หลังจากนั้น แมววิเชียรมาศก็สาบสูญหายไปจากประเทศไทย ต่อมา สมเด็จพุฒาจารย์ พุทธสโร ได้ไปเที่ยวกรุงศรีอยุธยาร้าง แล้วไปเจอสมุดข่อยที่ไม่ถูกเผา จึงนำสมุดข่อยกลับมา แล้วให้คนไปไล่ต้อนจับแมววิเชียรมาศ จนได้แมววิเชียรมาศกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง

ลักษณะที่เป็นข้อเด่น

  • ลักษณะสีขน : ขนสั้นแน่นสีขาว หรือสีน้ำตาลอ่อน มีแต้มสีครั่ง หรือสีน้ำตาลไหม้ที่บริเวณใบหน้า หูทั้งสองข้าง เท้าทั้งสี่ หางและที่อวัยวะเพศ (ทั้งแมวเพศผู้และแมวเพศเมีย) รวม 9 แห่ง ขณะที่อายุยังน้อย หรือเป็นลูกแมว สีขนจะออกสีครีมอ่อนๆ หรือขาวนวล พอโตขึ้นสีจะค่อยๆ เข้มขึ้นตามลำดับจนเป็นสีน้ำตาล (สีลูกกวาด)
  • ลักษณะของส่วนหัว : รูปหัวไม่กลม หรือแหลมเกินไป หน้าผากใหญ่และแบน จมูกสั้น หูใหญ่ ตั้งสูงเด่นบนส่วนหัว
  • ลักษณะของนัยน์ตา : ตามีสีฟ้า
  • ลักษณะของหาง : หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว

© 2018 C a t

Theme by Anders NorenUp ↑