C a t

Felis catus

Category: พฤติกรรมแมว (page 1 of 2)

เรื่องลับๆ เกียวกับแมวที่คุณไม่เคยรู้

แมวเป็นนายที่แท้จริงของบ้าน
เพราะแมวสามารถเปล่งโทนเสียงเพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของคนได้ อย่างเช่น ในเวลาที่แมวต้องการจะกินอาหาร มันก็จะใช้โทนเสียงที่ฟังคล้าย ๆ กับเสียงร้องไห้ออกมา เพื่อเป็นการกระตุ้นคุณให้เอาอาหารให้มันเร็วขึ้น เป็นต้น

แมวก็มีฝันเหมือนกัน
ความฝัน มักจะเกิดขึ้นเมื่อแมวอยู่ในภาวะผ่อนคลาย และสบายตัวมากพอที่จะทำให้พวกมันหลับลึก โดยในช่วงดังกล่าวแมวจะมีการสร้างรูปแบบของคลื่นสมองแบบเดียวกันกับเวลาที่คนกำลังฝันนั่นเอง

แมวไม่เข้าใจการโดนลงโทษ
การโดนลงโทษไม่มีผลใด ๆ กับแมวเลย เพราะแมวไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่คุณทำ ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการฝึกแมวให้ทำตามคำสั่ง ก็ควรสอนด้วยความอดทน คำชม และตอบแทนด้วยรางวัล ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่า

เรื่องลับๆ ของแมวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

แมวมีเซนส์อันยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเรื่องแผ่นดินไหว
เนื่องจากใต้อุ้งเท้าของแมวค่อนข้างเซนซิทีฟ ดังนั้นแมวทุกตังจึงสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ส่วนคุณเองก็สามารถรับรู้ได้เช่นกัน โดยสังเกตได้จากพฤติกรรมแปลก ๆ หรือแตกต่างออกไปจากเดิมนั่นเอง และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีคนบางกลุ่มใช้อุ้งเท้าแมวในการหาค้นหาเหตุแผ่นดินไหวจากแรงสะเทือนด้วย

กลืนและย่อยอาหารได้โดยไม่ต้องเคี้ยว
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ กระเพาะของแมวสามารถย่อยและดูดกลืนอาหารได้โดยไม่ต้องเคี้ยว ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากทีเดียวสำหรับเจ้า ลิล บับ (Lil Bub) หนึ่งในแมวเซเลบชื่อดังจากโลกออนไลน์ เพราะมันเป็นแมวที่ไม่มีฟันตั้งแต่กำเนิด จะได้ไม่มีอะไรให้กังวล

แมวจรจัด กับลักษณะนิสัยที่ทาสแมวควรรู้

แมวเป็นสัตว์ที่มีสายตาขี้อ้อนโดยเฉพาะลูกแมวตัวเล็กๆ ลักษณะนิสัยและความน่ารักของเจ้าแมวน้อยเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้คนรักแมวหลายคนต้องหลงใหลจนต้องนำมาเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังทำให้คนที่มีจิตใจเมตตา แม้จะไม่ชื่นชอบการเลี้ยงแมวมาก่อนก็ต้องใจอ่อนและยอมอุปการะเลี้ยงดูแมวจรจัดซึ่งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งด้วยความสงสาร

แมวจรจัด กับลักษณะนิสัยที่ทาสแมวควรรู้
แมวจรจัดจะมีนิสัยและพฤติกรรมแตกต่างจากแมวทั่วๆไป ก่อนนำมาเลี้ยงจึงต้องเรียนรู้พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของลูกแมวจรจัดอย่างเข้าใจเสียก่อนโดยสายพันธุ์แมวเป็นสัตว์ป่าและมีสัญชาตญาณของการเป็นนักล่าอยู่ในตัวแมวมีเล็บที่แข็งแกร่ง ว่องไวปราดเปรียว มีสายตาแหลมคมและมองเห็นในตอนกลางคืน ทำให้สามารถล่าเหยื่อในความมืดได้เป็นอย่างดี

แมวจรจัดที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดู และส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ตามอาคารร้างหรืออาศัยอยู่ในป่า ทำให้ไม่คุ้นเคยกับคนและยังมีความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา การนำลูกแมวป่าหรือแมวจรจัดมาเลี้ยง ถึงแม้จะนำมาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆก็ยังมีนิสัยหวาดระแวงและกลัวคน ลักษณะนิสัยของแมวจรจัดที่แตกต่างจากแมวเลี้ยงทั่วไป เช่น

1. ลูกแมวที่ยังไม่หย่านมหรือยังเล็กๆเมื่อนำมาเลี้ยงจะมีนิสัยหวาดระแวงและกลัวคน ไม่ยอมให้จับหรือเล่นด้วย แต่มักจะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ

2. ตื่นตกใจง่าย ไม่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้าหรือแม้แต่คนเลี้ยง หากทำให้ตกใจกลัวอาจขู่ฟู่วๆหรือข่วนคนเลี้ยงตามสัญชาตญาณ

3. ความเป็นนักล่าเมื่อเลี้ยงจนโต มักล่าสัตว์หรือแมลงตัวเล็กๆ เช่น จิ้งจก หนู เขียด อึ่งอ่าง จิ้งหรีด หรืองูตัวเล็กๆแล้วคาบเข้ามาในบ้านเสมอๆ

4. บางตัวหน้าตาและแววตาดุร้ายไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า นอกจากคนเลี้ยงหรือเจ้าของเท่านั้น

5. ชอบท่องเที่ยวหรือหนีหายออกจากบ้าน โดยเฉพาะในช่วงผสมพันธุ์

6. ฝึกสอนยาก เช่น ฝึกให้ขับถ่ายในถาดทราย เพราะการฝึกขับถ่ายต้องฝึกตั้งแต่ยังเล็ก แต่ลูกแมวจรจัดมักแอบซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยออกมาให้คนเลี้ยงเห็น นอกจากเวลาหิวและเวลากินเท่านั้น

7. อาจควบคุมการผสมพันธ์และดูแลสุขภาพได้ยาก ถึงแม้จะเลี้ยงและดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะมักจะหนีหายและไม่ค่อยให้จับตัวได้ง่ายๆ

การนำลูกแมวจรจัดมาเลี้ยง อาจต้องทำใจและเลี้ยงแบบอุปการะคือให้อาหารแล้วปล่อยให้เป็นอิสระ โดยเฉพาะการนำมาเลี้ยงเป็นรุ่นแรกๆเมื่อผสมพันธุ์มีลูกในรุ่นต่อๆไป ก็จะเริ่มค้นเคยกับคนและมีนิสัยเป็นแมวบ้านมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่างแมวไทย กับแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนรู้ ช่างประจบและออดอ้อน มีความเป็นอิสระ ชอบท่องเที่ยวและในบางขณะก็เป็นสัตว์เลี้ยงที่ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆซึ่งเป็นลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของแมว นอกจากนั้นแมวแต่ละตัวหรือแต่ละสายพันธุ์ก็ยังมีนิสัยบางอย่างที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะแมวไทยและแมวสายพันธุ์ต่างประเทศที่คนไทยนิยมนำมาเลี้ยง

ความแตกต่างระหว่างแมวไทย กับแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ
ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของแมวไทย    supporthealthypets.com
แมวพันธุ์ไทยมีอุปนิสัยที่ฉลาด รักบ้าน รักเจ้าของ เป็นตัวของตัวเอง รู้จักประจบ แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมเลี้ยง ต่างจากแมวไทยในต่างประเทศที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและยังยกย่องให้แมวไทยเป็นพันธุ์ที่มีความมหัศจรรย์กว่าแมวพันธุ์ใดๆ ลักษณะทั่วไปของแมวไทยจะมีขนสั้นแน่น ซึ่งเป็นไปตามลักษณะภูมิอากาศในถิ่นกำเนิดของสายพันธุ์ การกินอยู่หรืออาหารของแมวไทยกินง่าย เช่น ข้าวคลุกปลาทู เป็นอาหารที่แมวไทยโปรดปราน ส่วนอาหารเม็ดหากฝึกให้ลูกแมวกินตั้งแต่ยังเล็กๆก็จะยอมกินอาหารเม็ดเช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่นๆ

ลักษณะนิสัยของแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ
สายพันธุ์แมวต่างประเทศที่คนไทยนิยมเลี้ยงมีหลายชนิด การเลี้ยงดูจึงขึ้นอยู่กับแมวสายพันธุ์นั้นๆ เช่น แมวพันธุ์เปอร์เซียจะมีนิสัยอ่อนโยน ร่าเริง ซุกซน ขี้ประจบประแจง ชอบเข้าหาคน อาหารแมวเปอร์เซียหรืออาหารแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ ควรเป็นอาหารเม็ดที่ให้พลังงานและสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

ข้อแตกต่างระหว่างแมวสายพันธุ์ต่างประเทศกับแมวไทยที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการเลี้ยงดู แมวสายพันธุ์ต่างประเทศจะต้องดูแลและเลี้ยงดูเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนเกินไป เพราะนอกจากมีขนยาวด้วยแล้ว ยังไม่สามารถทนความร้อนได้เท่ากับแมวพันธุ์พื้นบ้านของไทยเราที่ขนสั้นกว่าและทนร้อนได้ดีกว่าด้วย

นอกจากแมวไทยและแมวสายพันธุ์ต่างประเทศจะมีลักษณะนิสัยบางอย่างที่แตกต่างกัน รวมถึงการเลี้ยงดูที่ต้องดูเอาใจใส่แตกต่างกันแล้ว การเลี้ยงแมวสายพันธุ์จากต่างประเทศยังมีค่าใช้จ่ายมากกว่า เริ่มจากราคาลูกแมวอายุ 2 เดือนราคาอาจเริ่มที่ 3,500-10,000 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงแมวไทยที่ลูกแมวราคาไม่แพงหรืออาจไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆนอกจากค่าฉีดวัคซีนหรือค่ารักษาเมื่อมีอาการเจ็บป่วย

ดังนั้นการเลี้ยงดูแมวเหมียวไว้เป็นเพื่อนเล่นหรือเป็นเพื่อนแก้เหงา นอกจากเลือกแมวสายพันธุ์ที่ตนเองชื่นชอบแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความพร้อมทั้งเวลาและงบประมาณในการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมและพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการนำแมวมาเลี้ยงเป็นส่วนประกอบด้วย

ความเชื่อ และลักษณะแมวที่ไม่ควรเลี้ยง

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักที่คนนิยมเลี้ยงมากอยู่ในอันดับต้นๆของสัตว์เลี้ยงทั้งหมด แต่แมวมีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงอื่น เพราะมีเรื่องของความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย นอกจากเรื่องของความเชื่อแล้วยังมีแมวที่ไม่ควรเลี้ยงเพราะเป็นแมวอัปมงคลซึ่งมีหลายลักษณะที่ทาสแมวหรือคนรักแมวควรรู้ไว้

ความเชื่อ เกี่ยวกับประเพณีแห่นางแมว   
คนโบราณเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับและศักดิ์สิทธิ์จึงมีการนำแมวมาทำพิธีช่วยเรียกฝน โดยเฉพาะภาคอีสาน ในความเชื่อเมื่อฝนไม่ตกให้ใช้สัตว์ที่มีสีเดียวกับเมฆมาเรียกฝนจะทำให้ฝนตกลงมาและสัตว์ประเภทเดียวที่มีสีเมฆก็คือ แมวสีสวาท   sbobet-sbobet.org
สำหรับพิธีแห่นางแมว คนภายในหมู่บ้านจะพร้อมใจกันแต่งตัวสวยงามแล้วออกมารวมตัวกัน เมื่อได้เวลาก็จะเริ่มขบวนแห่ และก่อนการแห่นางแมวจะให้ผู้สูงอายุกล่าวบอกกับแมวก่อนที่จะนำแมวลงในตะกร้าหรือกะทอว่า “นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝนให้ตกลงมาด้วยนะ” จากนั้นก็จะเดินขบวนแห่นางแมวไปรอบหมู่บ้าน ขณะแห่เจ้าของบ้านที่อยู่ตามเส้นทางก็จะสาดน้ำให้แมวร้อง เพราะเชื่อว่าเมื่อแมวร้องจะทำให้ฝนตกลงมา

ความเชื่อลักษณะแมวที่ไม่ควรเลี้ยง
ตามความเชื่อได้บ่งบอกลักษณะของแมวอัปมงคลที่ห้ามนำมาเลี้ยงไว้ เพราะอาจจะนำความโชคร้ายมาสู่เจ้าของได้ซึ่งมีอยู่ 6 ประเภท ได้แก่
1. แมวทุพลเพศ เป็นแมวที่มีลักษณะร้าย ลำตัวมีสีขาวหม่น ส่วนหางขอดหรือม้วน นัยน์ตาสีแดงเหมือนเลือด นิสัยชอบขโมย เช่น ชอบขโมยปลากินในตอนกลางคืน ใครเลี้ยงไว้เชื่อว่าจะทำให้เกิดความเดือดร้อนเป็นประจำ
2. แมวพรรณพยัคฆ์ หรือ แมวลายเสือ ชื่อก็บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่ามีรูปร่างและลักษณะคล้ายเสือแววตาแข็งกร้าว มีนัยน์ตาสีแดงดั่งสีเลือดเสียงร้องโหยหวนเหมือนเสียงผีโป่งร้องตามป่าเขา ชอบหลบซ่อนตามที่มืดในเวลากลางวัน
3. แมวหิณโทษ เป็นแมวเพศเมียมีลักษณะรูปร่างดี ขนสวยนิสัยช่างประจบและเข้ากับคนเลี้ยงได้ดี มีข้อเสียหรือมีลักษณะที่ไม่ควรเลี้ยงก็คือ เมื่อตั้งท้องครั้งใด ลูกแมวมักจะตายในท้องเสมอ โบราณเชื่อว่าใครเลี้ยงไว้จะนำภัยพิบัติมาสู่บ้าน
4. แมวปีศาจ เป็นแมวเพศเมียเชื่อกันว่าเป็นแมวที่มีลักษณะอัปมงคลและไม่ควรนำมาเลี้ยงไว้พฤติกรรมของแมวปีศาจก็คือ ตั้งท้องถ้าคลอดลูกออกมาแล้วจะกินลูกตัวเอง แมวชนิดนี้มีรูปร่างเหมือนผีร้าย ตัวผอม หนังเหี่ยวยาน หางขอดนัยน์ตาสีแดงเลือด ชอบหลบตามที่มืด กลางวันเซื่องซึม กลางคืนกลับว่องไว
5. แมวกอบเพลิง เป็นแมวที่มีลักษณะชอบสันโดษอยู่ตามลำพังตามยุ้งข้าว ตามป่า ไม่ค่อยจะพบคน เวลาพบคนมักกระโดดหนี ชอบทำตัวลึกลับเชื่อว่าเมื่อนำมาเลี้ยงจะให้โทษกับคนเลี้ยง
6. แมวเหน็บเสนียด เป็นแมวอัปมงคลอีกหนึ่งลักษณะที่ไม่ควรนำมาเลี้ยง เพราะมีความพิการมาตั้งแต่กำเนิด โคนหางเป็นสีด่าง เวลานั่งมักเอาหางซ่อนไว้ใต้ก้นเหมือนค่างในป่า มีนิสัยโหดร้าย เที่ยวไล่กัดแมวตัวอื่นอยู่เสมอ เชื่อกันว่าถ้านำมาเลี้ยงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล

ความเชื่อและลักษณะของแมวที่ไม่ควรเลี้ยงมีทั้งลักษณะของแมวอัปมงคลและเป็นการนำแมวมาเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล สำหรับทาสแมวศึกษาไว้เป็นความรู้ครับ

นิสัยแมวๆของเจ้าเหมียว บอกอะไรกับเรา

นิสัยแมวๆของเจ้าเหมียวที่ชอบเข้ามาคลอเคลียเจ้าของ หรือการส่งเสียงร้องเหมียวๆมีความหมายได้หลากหลาย รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ หากผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตหรือศึกษาให้ดีจะรู้ว่าพฤติกรรมที่แสดงออกหลายๆลักษณะบอกอะไรกับเราได้หลายอย่าง หากเราเรียนรู้นิสัยแมวๆของเจ้าเหมียวก็จะช่วยให้เข้าใจความต้องการและเลี้ยงดูเจ้าแมวเหมียวได้ง่ายขึ้น

นิสัยแมวๆของเจ้าเหมียว บอกอะไรกับเรา
1.การส่งเสียงร้อง
เสียงร้องของเจ้าแมวเหมียวมีความหมายหลากหลาย เช่น การร้องเสียงดังและสูงอาจกำลังบอกให้เรารู้ว่าได้เวลาอาหารของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เสียงร้องเบาและสั้น นั้นหมายถึงการทักทายหรือส่งเสียงเพื่อให้รู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้นะ ส่วนแมวตัวเมียที่ส่งเสียงร้องหง่าวๆตลอดทั้งวันและบางครั้งยังกลิ้งตัวไปมาสลับกับการยกก้นขึ้นพร้อมกับเบี่ยงหางไปทางด้านข้าง อาการเหล่านั้นบอกให้เรารู้ว่าต้องการผสมพันธุ์แล้วนะ ส่วนแมวตัวผู้ที่ร้องเสียงดังและหนีออกนอกบ้าน นั้นหมายถึงอาการสนองตอบแมวตัวเมียจากการได้ยินเสียงร้องหรือได้กลิ่น    sbobet-sbobet.org

2.นิสัยของแมวที่ชอบงีบหลีบได้ตลอดทั้งวัน  
เรามักจะเห็นเจ้าแมวเหมียวงีบหลับได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในสถานที่อบอุ่นและเงียบสงบหรือบนกองเสื้อผ้า เก้าอี้ แม้แต่บนเตียงนอนของเจ้าของ นั้นเป็นเพราะแมวมักจะชอบหลับเป็นเวลาสั้นๆส่วนสาเหตุที่แมวชอบนอนบนกองผ้าหรือบนเตียงนอนของคนเลี้ยง เพราะแมวชอบสถานที่ที่มีกลิ่นถูกใจซึ่งก็คือกลิ่นของเจ้าของนั้นเอง

3.การที่แมวออกไปหากินยอดหญ้า
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัขหรือแมวที่ชอบกัดกินยอดหญ้า เป็นเพราะกำลังป่วยการกินหญ้าคือการรักษาตัวเอง ความจริงการที่สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะแมวกินยอดหญ้าหรือใบไม้ เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะหญ้าจะให้สารอาหารกับแมว และการกินหญ้าหรือใบไม้ยังช่วยให้แมวสำรอกอาหารที่ติดคอหรือก้อนขนที่อยู่ในลำไส้ออกมาอีกด้วย

4.แมวมักถูไถหน้ากับเจ้าของหรือสิ่งของต่างๆทั่วบ้าน
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระจายกลิ่นตัวของแมวจากต่อม ซึ่งมีอยู่ทั่วใบหน้าและแก้มของแมว กลิ่นจะบ่งบอกอาณาเขตของเจ้าแมวเหมียว

การเรียนรู้พฤติกรรมหรือนิสัยแมวๆของเจ้าเหมียว ช่วยให้เจ้าของเลี้ยงดูหรือดูแลแมวได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญเจ้าของต้องรู้ด้วยว่า พฤติกรรมหรือนิสัยของแมวแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันด้วย เมื่อเรียนรู้และหมั่นสังเกตนิสัยของแมวแต่ละตัวก็จะทำให้รู้ว่านิสัยแมวๆเหล่านั้นกำลังบอกอะไรเราอยู่

พฤติกรรมการคาบลูกหนี ของแมวไทย

การเลี้ยงแมวไทยอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับคนรักแมว เพราะส่วนใหญ่แมวไทยจะแข็งแรงแล้วก็ซุกซนไม่อยู่นิ่ง มีอิสระชอบเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงใกล้ผสมพันธุ์ หากเลี้ยงแมวเพศผู้ คนเลี้ยงก็จะต้องทำใจเพราะพฤติกรรมของเจ้าเหมียวจะหนีหายออกจากบ้านไปเฝ้าแมวเพศเมีย ส่วนคนที่เลี้ยงแมวเพศเมียก็จะมีแมวหนุ่มๆมาวนเวียนร้องเสียงดังอยู่ใกล้ๆบ้าน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน พฤติกรรมในช่วงผสมพันธุ์อาจเป็นเรื่องปกติของแมวไทย แต่พฤติกรรมที่ทำให้คนเลี้ยงวิตกกังวลก็คือพฤติกรรมหลังคลอดที่แมวไทยมักจะคาบลูกหนีหรือย้ายที่อยู่บ่อยๆ

พฤติกรรมการคาบลูกหนี ของแมวไทย
คนที่เลี้ยงแมวไทยจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมการคาบลูกหนีหรือย้ายที่อยู่ของลูกน้อยบ่อยๆ พฤติกรรมเหล่านี้จะอยู่ในช่วงแรกคลอด 1-2 สัปดาห์แรกเป็นช่วงที่ลูกแมวน้อยยังเดินไม่แข็งแรง ส่วนสาเหตุที่ทำให้แม่แมวคาบลูกหนีเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1. การที่แม่แมวคาบลูกหนี อาจเกิดจากแม่แมวรู้สึกว่าบริเวณที่อยู่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกๆ
2. เกิดจากการที่ลูกแมวน้อยถูกรบกวนมากเกินไป เช่น มีแมวที่เจ้าของเลี้ยงรวมกันหลายๆตัว หรือมีแมวเพศผู้ที่เป็นพ่อแมวอยู่ในบริเวณนั้นด้วย
3. พฤติกรรมการคาบลูกหนีของแม่แมว ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้นอกจากเลี้ยงแบบระบบปิด เช่น การเลี้ยงอยู่ภายในห้องเช่า หรือในคอนโดมิเนียม
4. วิธีป้องกันไม่ให้แม่แมวคาบลูกหนี ผู้เลี้ยงไม่ควรไปเล่นหรือไปกวนลูกแมวเพราะจะทำให้แม่แมวระแวงและรู้สึกว่าลูกน้อยจะไม่ปลอดภัย
5. พฤติกรรมการคาบลูกหนีจะเป็นเฉพาะในช่วงแรกๆที่ลูกแมวน้อยยังไม่แข็งแรง หากลูกน้อยเดินหรือวิ่งเล่นได้ และลูกแมวน้อยไม่ถูกรบกวนจากคนเลี้ยงหรือสัตว์อื่นๆมากเกินไป แม่แมวก็จะหยุดพฤติกรรมคาบลูกหนี
6. การดูแลลูกแมวน้อยหากเริ่มแข็งแรงออกมาเดินเล่นหรือเดินซุกซนได้แล้ว ควรหาทรายแมวใส่ถาดวางไว้ใกล้ๆบริเวณที่อยู่เพื่อฝึกระบบการขับถ่ายให้ลูกแมวน้อยตั้งแต่เล็กๆ และป้องกันสภาพแวดล้อมไม่ให้สกปรกและมีกลิ่นขับถ่าย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้แม่แมวคาบลูกแมวน้อยไปอยู่บริเวณอื่นๆ

การเลี้ยงแมวไทย หากเอาใจใส่และเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดจะทำให้รู้อุปนิสัยของแมว ซึ่งแมวแต่ละตัวก็จะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันโดยเฉพาะแม่แมวแรกคลอดที่จะหวงลูก แม้คนเลี้ยงที่อยู่ใกล้ชิดก็ไม่ควรรบกวนหรือวิตกกังวลกับการเลี้ยงลูกน้อยของแม่แมวมากเกินไป เพราะอาจทำให้แม่แมวหงุดหงิดและเครียดจนอาจทำร้ายลูกของตัวเองได้

เนื้องอกไขมันในสัตว์เลี้ยง

การเลี้ยงสัตว์ให้ดูอ้วน อาจจะดูน่ารักในบางครั้ง แต่ก็พบว่ามันมักจะมากับปัญหาสุขภาพต่างๆมากมาย หนึ่งในปัญหานั้นก็คือการเกิดเนื้องอกของเซลล์ไขมัน (lipoma) อาจจะสงสัยว่าเซลล์ไขมันคืออะไร คือปกติร่างกายจะเก็บสารที่เป็นไขมันเอาไว้ในเซลล์ที่เรียกว่าเซลล์ไขมันนั่นเอง แต่หากเกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์นี้ ก็จะทำให้เกิดเป็นเนื้องอกของเซลล์ไขมันได้ทันที แต่ข่าวดีก็คือเนื้องอกชนิดนี้ที่พบมักเป็นเนื้องอกชนิดปกติไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากว่าเป็นเนื้อร้ายจริงๆ ก็จะมีความอันตรายอย่างมาก เพราะสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้

เนื้องอกไขมันในสัตว์เลี้ยง
อาการ
สมารถพบเห็นเนื้องอกไขมันได้จากการคลำตามตัว มักจะเป็นก้อนที่อยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous) และสามารถเคลื่อนไปมาได้ ไม่เกาะอยู่กับที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยมักจะพบบริเวณรักแร้ หลังหรือพุง เป็นต้น และอาจพบได้มากกว่า 1 ก้อน

การวินิจฉัย
สัตวแพทย์สามารถคลำตรวจและบอกคร่าวๆได้ ว่าเป็นเนื้องอกไขมัน แต่การจะบอกว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่นั้น จำเป็นที่จะต้องตัดก้อนเนื้อแล้วส่งตรวจ เพื่อวินิจฉัยต่อไป แต่เนื่องจากส่วนใหญ่เนื้องอกชนิดร้าย มักจะโตไวและลามอย่างรวดเร็ว แต่เนื้องอกไม่ร้ายมักจะคงสภาพอย่างนั้นเป็นเวลานาน ทำให้มักมี่ความน่ากลัวอะไร เพราะเนื้องอกชนิดนี้ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตปกติของสุนัขหรือแมวแต่อย่างใด

ซึ่งก้อนในชั้นใต้ผิวหนังอาจไม่ได้มีเพียงแค่ชนิดก้อนเนื้อไขมัน แต่สามารถเป็นเนื้องอกชนิดอื่นๆได้เช่นกัน ดังนั้นหากสัตวแพทย์จะตรวจเซลล์เพื่อยืนยันก็เป็นวิธีการที่ปลอดภัยมากกว่า

เนื้องอกไขมันในสัตว์เลี้ยง
การรักษา
ในความเป็นจริงอาจไม่จำเป็นต้องรักษา ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่สามารถปผ่าตัดเอาก้อนเนื้ออกได้ หรือหากพบว่าก้อนมีขนาดโตขึ้นไวกว่าปกติ อาจต้องทำการเลาะออกและส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันถึงความรุนแรงและชนิดของก้อนเนื้ออีกที

การดูแลและจัดการ
เจ้าของต้องพยายามตรวจคลำหาก้อนเนื้อตามตัวบ่อยๆ เพราะสามารถเกิดก้อนเนื้อชนิดเดิมหรือชนิดใหม่ขึ้นมาบนตัวสัตว์อีกก็เป็นได้ และควรลดความอ้วนเพื่อลดการเจริญของเซลล์ไขมันในร่างกายด้วย

เจ้าแมวชอบเอาหัวมาชน หมายถึงอะไร?

เจ้าแมวชอบเอาหัวมาชน หมายถึงอะไร?
เวลาเจ้าแมวเอาหัวมาชนเจ้าของมักจะคิดว่าเป็นการเล่นของเขา แต่จริง ๆ แล้วท่าทางที่แสดงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับกลุ่มแมวที่อยู่ร่วมกัน เจ้าของสามารถเรียนรู้พฤติกรรมที่น่าสนใจนี้ได้จากบทความนี้

เมื่อคุณกลับมาถึงบ้านหลังจากทำงานมาทั้งวัน น้องแมวของคุณเข้ามาทักทายโดยการเดินเข้ามาชนที่หัวเข่า ใบหน้า ขา หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของคุณ ในขณะที่ท่าทางนี้ดูเหมือนการเล่นของแมว แต่จริง ๆ แล้วท่าทางที่แสดงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับกลุ่มแมวที่อยู่ร่วมกัน

เจ้าแมวชอบเอาหัวมาชน หมายถึงอะไร
การชนหัวเป็นการแสดงความสัมพันธ์
Palm Johnson-Bennett ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมแมวและผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมแมว กล่าวว่า “เมื่อแมวชนหัวจะเป็นการสร้างกลิ่นในบริเวณที่แมวตัวนั้นไป สิ่งที่แมวจดจำเป็นอย่างแรกและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจดจำแมวตัวอื่น ๆ คือกลิ่น”

การแสดงความเป็นเจ้าของในแมวโดยการใช้หัวชน มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการใช้หัวพุ่งชนเพื่อเป็นการเล่น เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่แมวใช้ในการแลกเปลี่ยนกลิ่นเพื่อให้แมวทุกตัวในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน หรือภายในกลุ่มมีกลิ่นเหมือนกัน พฤติกรรมนี้คล้ายกับการเอาใต้คางหรือแก้มถู แมวแสดงพฤติกรรมนี้เพื่อทิ้งกลิ่นเอาไว้บนสิ่งของหรือผู้คนที่แมวได้แสดงความเป็นเจ้าของ แต่พฤติกรรมใช้หัวชนกับการใช้ใต้คางหรือแก้มถูมีความแตกต่างกัน

Ingrid Johnson ผู้ให้การปรึกษาด้านพฤติกรรมแล้วที่ได้รับการรับรองและยังเป็นที่ปรึกษาให้กับรายการช่อง Animal Planet กล่าวว่า การใช้หัวชนในแมวเป็นการสร้างสายพันธุ์ในรูปแบบหนึ่ง

เขากล่าวว่า “เจ้าแมวลำลังบอกคุณว่า ‘ฉันรักคุณนะ คุณเป็นคนที่ดีมาก แต่คุณตัวเหม็นไปหน่อย ฉันจะทำให้คุณกลิ่นgหมือนแมวอย่างพวกเราเอง’”

การเอาหัวมาชนจะเป็นการกระตุ้นต่อมสร้างกลิ่น ซึ่งจะหลังฟีโรโมนบริเวณหัวระหว่างเหนือดวงตาและใต้หูของแมว บริเวณนี้ถูกเรียกอีกอย่างว่า “จุดหัวล้านของแมวตัวผู้” เนื่องจากขนในบริเวณนี้จะร่วงไปบ้างเมื่อแมวตัวผู้อายุมากขึ้น

เจ้าแมวชอบเอาหัวมาชน หมายถึงอะไร
การชนหัวนี้บ่งบอกสถานะในสังคมของแมว
การใช้หัวชนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเป็นพฤติกรรมที่มีลำดับชั้นสูงกว่าการใช้ปัสสาวะในการแสดงความเป็นเจ้าของ การปัสสาวะเป็นพฤติกรรมที่แมวที่มีลำดับต่ำกว่าแสดงออกเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสังคม ในสังคมของแมวที่อยู่ด้วยกันหลายตัวในหนึ่งบ้านหรือในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง จะเป็นแมวที่มีลำดับสูงสุดภายในบ้านแสดงพฤติกรรมเอาหัวชน

“แมวที่ชนหัวแมวตัวอื่น ไม่ใช่แมวที่ลำดับต่ำกว่า ขี้อาย หรือปัญญาอ่อน แต่เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความมั่นใจของแมว แมวที่เป็นมิตรกับทุกคนภายในบ้าน จุดมุ่งหมายของการแสดงพฤติกรรมนี้คือทำให้ทุกคนที่อยู่ด้วยกันมีกลิ่นเดียวกันและดูแลขนให้ทุกคน” Johnson กล่าว

ฉันเอาหัวชนคุณ เพื่อที่จะบอกว่า “ฉันรักคุณ”
แมวที่แสดงพฤติกรรมเอาหัวชนอาจะเดินตรงเข้ามาหาเจ้าของขณะที่กำลังทำเสียงในลำคอ (pur) หรือล้มตัวลงนอนกับพื้นสองสามครั้งก่อนที่จะเข้าหาคุณ

Johnson-Bennett กล่าวว่าแมวที่กำลังจะเอาหัวชนคุณจะแสดงสีหน้าที่เป็นมิตร

“หนวดและม่านตาจะผ่อนคลาย หูก็จะแสดงความผ่อนคลาย โดยหูจะไม่ตั้งขึ้นเหมือนการแสดงพฤติกรรมเตรียมตัวออกล่าเหยื่อ”

การแสดงพฤติกรรมอาจมีการเปลี่ยนไปมาระหว่างการใช้หน้าถูกับคนหรือสัตว์ที่เป็นเป้าหมายของแมวกับแขนหรือขาของเครื่องเฟอร์นิเจอร์ แม้ว่าการสัมผัสกับเครื่องเฟอร์นิเจอร์หรือสั่งของอื่น ๆ มีแนวโน้มจะเป็นพฤติกรรมใช้ใต้คางเพื่อกระตุ้นต่อมบริเวณริมฝีปากมากกว่า

“เหมือนเป็นการให้ความรักเท่าเทียมกับระหว่างคนและสิ่งของ มนุษย์แบบเราไม่ได้ตระหนักอยู่เสมอว่าแมวใช้ชีวิตอยู่ในโลกของกลิ่น เพราะมนุษย์อย่างเราใช้การรับรู้ด้วยการมองเห็นมากกว่า เราจึงลืมไปว่าแมวมีต่อมสร้างกลิ่นมากมายอยู่บนตัว เหมือนเป็นการทิ้งข้อความแบบแมว ๆ เอาไว้” Johnson กล่าว

ข้อความที่ส่งออกไปมีความหมายมากกว่าแค่บอกว่า “เจ้าแมวขนปุยเคยอยู่ที่นี่” ข้อความเหล่านี้แสดงถึงมิตรภาพและความรักที่ไม่จำกัดเผ่าพันธุ์

Johnson-Bennett บอกว่าแมวของเธอมักจะเอาหัวชนสุนัขของเธออยู่บ่อย ๆ

“สุนัขของฉันมักจะถอยห่าง เหมือนกำลังคิดอยู่ว่า ‘ฉันไม่เข้าใจพฤติกรรมของเธอ มันไม่มีอะไรเลยสำหรับฉันแต่เธอดีกับฉันแวลาอยู่ด้วยกัน’ ถึงสุนัขจะไม่เข้าใจว่าแมวทำอะไร แต่มันก็ดูจะได้ผลดีกับทั้งสองฝ่าย”

เจ้าแมวชอบเอาหัวมาชน หมายถึงอะไร

ควรจะตอบสนองอย่างไรกับพฤติกรรมนี้
ในขณะที่สุนัขอาจไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร แต่ก็มีแนวทางที่เหมาะสมสำหรับเจ้าของในการตอบสอนงต่อพฤติกรรมนี้เพื่อเป็นพัฒนาความสัมพันธ์ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะสร้างหรือเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคุณเจ้าของและแมวของคุณ

“คุณควรจะดีใจที่เจ้าแมวเลือกคุณ มีความสุขไปกับการใช้เวลานี้กับเจ้าแมวและถือเป็นคำชมว่าคุณคู่ควรกับความรักของพวกเขา คุณคือผู้ถูกเลือก!” Johnson กล่าว

หากคุณสนิทกับเจ้าแมวของคุณ คุณก็สามารถชนหัวกลับได้ หรือแค่ยื่นหน้าผากของคุณให้เจ้าแมวชน เกาคาง ลูบหัว หรือคุยเล่นกับแมวของคุณ

แมวจะแสดงพฤติกรรมชนหัวเวลาที่มีความสุข ไม่ใช่พฤติกรรมแสดงความก้าวร้าว กลัว หรือสันโดษ แต่เจ้าของควรรู้ว่าแมวของตัวเองชอบและไม่ชอบอะไร

“แมวบางตัวอาจรู้สึกไม่สบายใจกับการตอบสนองของเจ้าของ ดังนั้นบางครั้งคุณควรรอให้แมวเลือกที่จะเข้าหาคุณก่อนที่จะยื่นมือไปสัมผัสแมวเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อใจให้กับแมว”

การสร้างความสัมพันธ์ก่อนที่จะแสดงการตอบสนองต่อพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ

“ยิ่งคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับแมวมากเท่าไร แมวก็จะอยากเอาหัวชนคุณมากขึ้น”

หากคุณไม่ได้มีปฎิสัมพันธ์กับแมวของคุณมาก คุณสามารถสร้างมันขึ้นมาได้โดยการแปรงขนเบา ๆ ให้รางวัล หรือแค่พยายามสื่อสารกับแมวของคุณโดยการคุกเข่าหรือนั่งลงให้อยู่ในระดับเดียวกับแมวบนพื้น และพยายามให้แมวเข้าหาคุณ

การเอาหัวชนและการแสดงอาณาเขต
Johnson-Bennett กล่าวว่าเธอเห็นเจ้าของหลายคนมักจะสับสนพฤติกรรมเอาหัวชนกับการแสดงอาณาเขต

“การเอาหัวชนเป็นพฤติกรรมแสดงความรัก ผู้คนมักจะมองพฤติกรรมของแมวในมุมเดียวและมองเพียงแค่ผิวเผิน มนุษย์แบบเราแสดงความรักต่อกันด้วยการกอด จูบ หรือจับมือ แต่แมวมีพฤติกรรมหลากหลายในการสื่อสารผ่านการสัมผัส แมวจะเอาจมูกแตะแทนการจับมือทักทาย การเอาหัวชนเป็นอีกขั้นหนึ่งซึ้งเทียบได้กับการกอด”

การเอาหัวชนและการเอาหัวดันเป็นพฤติกรรมที่ต่างกัน
แมวจะเอาหัวดันหรือกดกับอะไรสักอย่างเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายในหัวของแมว อาจเกิดจากความดันขึ้นสูง เนื้องอกในสมอง หรืออาการทางระบบประสาทอื่น ๆ

“แมวอาจเดินเข้าไปที่มุมใดมุมหนึ่งและดันหัวกับทั้งสองฝั่งของกำแพง แสดงสีหน้าเจ็บปวด ปวดหัว เหมือนกับพฤติกรรมที่เราบีบขมัมเวลาปวดหัว แมวอาจแสดงพฤติกรรมส่งเสียงมากผิดปกติ และอาจคำรามเหมือนกับกำลังสับสน” Johnson กล่าว

หากแมวของคุณเริ่มแสดงพฤติกรรมเอาหัวดันกำแพงหรือเครื่องเฟอร์นิเจอร์ หรือคุณสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การส่งเสียงร้อง เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าแมวของคุณกำลังต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน และคุณเจ้าของควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด

Johnson-Bennett กล่าวว่าการแยกแยะพฤติกรรมต่าง ๆ สำหรับแมวที่ดีที่สุดคือเจ้าของต้องรู้จักแมวเป็นอย่างดี และมีความระวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม

“สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ที่เจ้าของพบเกี่ยวกับพฤติกรรมของแมวจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อความสัมพันธ์ หากคุณเข้าใจสัญญาณต่าง ๆ ที่แมวแสดงออกผิดไป ความเข้าใจผิดนั้นจะกลายเป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นหรือไม่ มนุษย์เราเข้าใจการสื่อสารของแมวผิดอยู่ตลอดเวลา เรามักคิดว่าเราเข้าใจในสิ่งที่แมวกำลังบอกหรือคิดว่าพฤติกรรมของแมวเหมือนกับสุนัข การเข้าใจพฤติกรรมเอาหัวชนเป็นอีกชิ้นส่วนหนึ่งที่ช่วยไขปริศนาที่จะนำไปสู้การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับแมวของคุณ นั่นเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการ เราคงไม่ต้องการแมวที่เอาแต่หลบอยู่ใต้เตียงตลอดเวลาและไม่ต้องการจะเข้าใกล้คุณ”

วิธีการสังเกตว่าแมวมีหมัดหรือไม่?

หมัดเป็นแมลงที่พบได้บ่อยที่อุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 70% พวกมันจะกระโดดจากสัตว์ตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่งก่อนที่จะเข้าไปหลบอยู่ใต้ขนและเริ่มดูดเลือด ทำให้สัตว์เลี้ยงหรือคุณมีอาการคันและเกิดผิวหนังอักเสบตามมา
จะรู้ได้อย่างไรว่าแมวมีหมัด?

สังเกตอาการจากพฤติกรรม
แมวที่มีหมัดอยู่จำนวนมากคุณอาจจะสังเกตเห็นตัวหมัดกระโดดหรือเคลื่อนที่อยู่บนร่างกายของแมวได้เลย แต่ในกรณีทั่วไป คุณอาจจะสังเกตเห็นว่าแมวมีอาการกระสับกระส่าย เกาหรือเคี้ยวบางบริเวณของร่างกายมากกว่าปกติ สั่นหัวบ่อยขึ้นและเกาที่หู

นอกจากนั้นพวกมันยังอาจมีอาการเลียบริเวณขนอย่างรุนแรงและซ้ำๆ และแมวบางตัวอาจจะทำการกำจัดหมัดออกไปได้เองก่อนที่คุณจะเห็นตัวหมัดด้วยซ้ำ

 

ตรวจดูผิวหนังและขนของแมว

หมัดเป็นแมลงขนาดเล็ก สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ และยิ่งพวกมันดูดเลือดเข้าไปมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะมีสีอ่อนลงเท่านั้น พวกมันสามารถกระโดดได้สูงและเร็วมาก ดังนั้นคุณจึงจะต้องสังเกตดีๆ ระหว่างที่ให้แมวของคุณนอนหงายและเริ่มมองหาหมัดตามบริเวณข้อพับและขาหนีบซึ่งเป็นที่ที่หมัดชอบอาศัยอยู่ ตรวจดูหูอย่างละเอียดเพื่อดูว่ามีรอยเกา รอยแดง เลือด หรือรอยเปื้อนหรือไม่ ผิวหนังบริเวณท้อง ขาหนีบหรือโคนหางอาจจะมีรอยเกาหรือบวมแดงขึ้นได้หากแมวเกาที่บริเวณดังกล่าว นอกจากนั้นยังอาจพบว่าแมวอาจจะมีขนร่วงในบริเวณที่มีการเกาอย่างรุนแรงและมีจุดสีดำตามผิวหนังได้หลังจากนั้นให้ใช้หวีกำจัดหมัดสางตามขนของแมวที่หลังและขา โดยพยายามให้เข้าไปให้ใกล้ผิวหนังมากที่สุดเพื่อให้สามารถกำจัดตัวหมัดที่ซ่อนอยู่ออกมา และเตรียมชามใส่น้ำสบู่ไว้ใกล้ๆ เพื่อกำจัดตัวหมัดที่คุณสางออกมาเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่อาจจะสามารถช่วยกำจัดหมัดที่มองเห็นได้ยากคือการใช้กระดาษขาวหรือกระดาษทิชชู่วางไว้ที่พื้นข้างๆ แมวระหว่างที่ทำการสางขน เนื่องจากอุจจาระของตัวหมัดจะหลุดออกมาจากผิวหนังและทำให้เห็นได้ชัดขึ้นเมื่อวางอยู่บนกระดาษ และทำให้คุณสามารถแยกระหว่างอุจจาระของหมัดกับฝุ่นทั่วๆ ไปได้ โดยอุจจาระจะกลายเป็นสีแดงน้ำตาลเมื่อโดนกระดาษสีขาว

 

วิธีการสังเกตว่าแมวมีหมัดหรือไม่?

ตรวจสอบสภาพแวดล้อม
หมัดไม่ได้อาศัยอยู่ที่เฉพาะตัวแมวเท่านั้น แต่ยังสามารถอาศัยอยู่ได้รอบบ้านและในบริเวณที่แมวของคุณใช้ชีวิตอยู่อีกด้วย ดังนั้นคุณจึงจะต้องสังเกตบริเวณดังกล่าวเพื่อดูว่ามีอุจจาระของหมัดหรือตัวหมัดอยู่หรือไม่ และอย่าลืมสังเกตตามขอบหน้าต่าง หลังตู้เก็บอาหารและตู้เย็นซึ่งเป็นบริเวณที่แมวชอบไปอยู่เช่นกัน

อีกวิธีหนึ่งก็คือให้ใส่ถุงเท้าสีขาวเดินในบริเวณที่แมวอาศัยอยู่บ่อยๆ อุจจาระจะติดขึ้นมาบนถุงเท้าและทำให้คุณเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นนอกจากนั้นยังอาจใช้การวางชามใส่น้ำสบู่ไว้ใกล้ๆ กับไฟที่เปิดทิ้งไว้ตอนกลางคืน เพื่อล่อให้หมัดจะกระโดดเข้าหาแสง ก่อนที่จะตกลงไปในน้ำ ทำให้คุณสามารถกำจัดหมัดได้ทีละหลายๆ ตัว

ขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์
หากแมวของคุณยังคงมีอาการเกาแม้ว่าคุณจะไม่พบว่ามีตัวหมัดอยู่บนแมวหรือสิ่งแวดล้อมที่แมวอาศัยอยู่ หรือทำการกำจัดหมัดออกไปแล้ว ควรพามาตรวจกับสัตวแพทย์เพื่อดูว่าสาเหตุที่ทำให้แมวเกิดอาการเกานั้นคืออะไรและให้การรักษา

SBOBET เป็นผู้นำด้านเว็บแทงบอลออนไลน์ ทั่วทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย มีให้เลือก พนันทั้ง กีฬา คาสิโน นอกจากนี้ SBOBET ยังมีรูปแบบให้เลือกแทงได้หลากหลาย ทั้งแทงระหว่างเกม แทงแบบเต็มเวลา ครึ่งเวลา

ลูกค้าสามารถติดต่อ สมัครสมาชิก เติมเงิน ถอนเงิน ผ่านช่องทางต่อไปนี้

Older posts

© 2018 C a t

Theme by Anders NorenUp ↑