C a t

Felis catus

Page 3 of 7

ทรายแมว เรื่องที่คนเลี้ยงแมวต้องรู้

ปัญหาใหญ่ของคนเลี้ยงแมวก็คือการขับถ่าย หากเป็นแมวที่เลี้ยงตามบ้านทั่วไปก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะแมวเป็นสัตว์รักอิสระและรักความสะอาด แมวสามารถขับถ่ายนอกบ้านได้ง่าย ส่วนคนที่เลี้ยงแมวในห้องเช่า คอนโดมิเนียม อพารทเม้น หรือห้องชุด การดูแลระบบขับถ่ายด้วยการฝึกแมวให้ขับถ่ายในกระบะหรือถาดทราย เป็นวิธีแก้ปัญหาของคนเลี้ยงแมวทั่วไป และสิ่งที่ใช้ดับกลิ่นปฎิกูลของแมวก็คือ “ทรายแมว”

ทรายแมว เรื่องที่คนเลี้ยงแมวต้องรู้   supporthealthypets.com
“ทรายแมว” ที่ใช้สำหรับดับกลิ่นและฝึกการขับถ่ายของแมวมีหลายชนิด และหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุอุปกรณ์ของสัตว์เลี้ยงทั่วไป ทรายแมวที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

1. ทรายแมวชนิดที่ไม่จับเป็นก้อน (Non-clumping conventional litter) ลักษณะของทรายแมวชนิดนี้ก็คือ เมื่อแมวขับถ่ายหรือทำให้ทรายเปียก ทรายจะไม่จับตัวเป็นก้อน ข้อด้อยของทรายแมวชนิดนี้ก็คือผู้เลี้ยงต้องหมั่นตักสิ่งปฎิกูลของแมวทิ้งทุกวัน หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้มีกลิ่นเหม็น

2. ทรายแมวชนิดจับเป็นก้อน (Clumping litter) ลักษณะของทรายแมวชนิดนี้เมื่อสัมผัสความชื้นหรือน้ำ สารจะจับตัวเป็นก้อนแข็งทำให้แยกเฉพาะส่วนที่เป็นก้อนออกมาได้ง่าย

3. ทรายแมวชนิดย่อยสลายทางชีวภาพได้ (Biodegradable litter) ลักษณะของทรายแมวชนิดนี้ เป็นทรายที่ทำจากพืชชนิดต่างๆ เช่น ก้อนขี้เลื่อย (clump sawdust) เศษไม้สน (pine wood pellet) ข้าวบาร์เลย์ (barley) เปลือกส้มตากแห้ง และกระดาษหนังสือพิมพ์ใช้แล้ว เป็นทรายแมวที่ย่อยสลายทางชีวภาพได้ แต่อาจมีราคาสูงกว่าทรายแมวทั่วไป ข้อดีของทรายชนิดนี้ก็คือ สามารถทิ้งในชักโครกได้

4. ทรายแมวชนิดซิลิก้าเจล (Siliga gel litter) เป็นทรายแมวที่มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ มีความพรุน ทรายแมวชนิดนี้มีคุณสมบัติดูดซับสูงกว่า และดักกลิ่นได้นานกว่าทรายแมวชนิดอื่น รวมถึงมีอายุการใช้งานนานมากกว่า

ทรายแมวทั้ง 4 ชนิดที่กล่าวมา มีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน แต่ละชนิดยังมีหลายลักษณะ เช่น เป็นทรายแมวที่มีกลิ่นหอม หรือบางชนิดเป็นทรายแมวที่สามารถเก็บกลิ่นได้ดีมาก สำหรับราคาขึ้นอยู่กับคุณสมบัติหรือลักษณะพิเศษของทรายแมวชนิดนั้นๆ สำหรับทาสแมวหรือคนที่ชื่นชอบการเลี้ยงแมว นอกจากการใช้ทรายแมวแก้ไขปัญหาระบบขับถ่ายของแมวแล้ว การฝึกให้แมวขับถ่ายนอกบ้านหรือขับถ่ายที่โถส้วมหรือชักโครก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเก็บสิ่งปฎิกูลและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงแมวลงได้

พฤติกรรมการคาบลูกหนี ของแมวไทย

การเลี้ยงแมวไทยอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับคนรักแมว เพราะส่วนใหญ่แมวไทยจะแข็งแรงแล้วก็ซุกซนไม่อยู่นิ่ง มีอิสระชอบเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงใกล้ผสมพันธุ์ หากเลี้ยงแมวเพศผู้ คนเลี้ยงก็จะต้องทำใจเพราะพฤติกรรมของเจ้าเหมียวจะหนีหายออกจากบ้านไปเฝ้าแมวเพศเมีย ส่วนคนที่เลี้ยงแมวเพศเมียก็จะมีแมวหนุ่มๆมาวนเวียนร้องเสียงดังอยู่ใกล้ๆบ้าน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน พฤติกรรมในช่วงผสมพันธุ์อาจเป็นเรื่องปกติของแมวไทย แต่พฤติกรรมที่ทำให้คนเลี้ยงวิตกกังวลก็คือพฤติกรรมหลังคลอดที่แมวไทยมักจะคาบลูกหนีหรือย้ายที่อยู่บ่อยๆ

พฤติกรรมการคาบลูกหนี ของแมวไทย
คนที่เลี้ยงแมวไทยจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมการคาบลูกหนีหรือย้ายที่อยู่ของลูกน้อยบ่อยๆ พฤติกรรมเหล่านี้จะอยู่ในช่วงแรกคลอด 1-2 สัปดาห์แรกเป็นช่วงที่ลูกแมวน้อยยังเดินไม่แข็งแรง ส่วนสาเหตุที่ทำให้แม่แมวคาบลูกหนีเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1. การที่แม่แมวคาบลูกหนี อาจเกิดจากแม่แมวรู้สึกว่าบริเวณที่อยู่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกๆ
2. เกิดจากการที่ลูกแมวน้อยถูกรบกวนมากเกินไป เช่น มีแมวที่เจ้าของเลี้ยงรวมกันหลายๆตัว หรือมีแมวเพศผู้ที่เป็นพ่อแมวอยู่ในบริเวณนั้นด้วย
3. พฤติกรรมการคาบลูกหนีของแม่แมว ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้นอกจากเลี้ยงแบบระบบปิด เช่น การเลี้ยงอยู่ภายในห้องเช่า หรือในคอนโดมิเนียม
4. วิธีป้องกันไม่ให้แม่แมวคาบลูกหนี ผู้เลี้ยงไม่ควรไปเล่นหรือไปกวนลูกแมวเพราะจะทำให้แม่แมวระแวงและรู้สึกว่าลูกน้อยจะไม่ปลอดภัย
5. พฤติกรรมการคาบลูกหนีจะเป็นเฉพาะในช่วงแรกๆที่ลูกแมวน้อยยังไม่แข็งแรง หากลูกน้อยเดินหรือวิ่งเล่นได้ และลูกแมวน้อยไม่ถูกรบกวนจากคนเลี้ยงหรือสัตว์อื่นๆมากเกินไป แม่แมวก็จะหยุดพฤติกรรมคาบลูกหนี
6. การดูแลลูกแมวน้อยหากเริ่มแข็งแรงออกมาเดินเล่นหรือเดินซุกซนได้แล้ว ควรหาทรายแมวใส่ถาดวางไว้ใกล้ๆบริเวณที่อยู่เพื่อฝึกระบบการขับถ่ายให้ลูกแมวน้อยตั้งแต่เล็กๆ และป้องกันสภาพแวดล้อมไม่ให้สกปรกและมีกลิ่นขับถ่าย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้แม่แมวคาบลูกแมวน้อยไปอยู่บริเวณอื่นๆ

การเลี้ยงแมวไทย หากเอาใจใส่และเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดจะทำให้รู้อุปนิสัยของแมว ซึ่งแมวแต่ละตัวก็จะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันโดยเฉพาะแม่แมวแรกคลอดที่จะหวงลูก แม้คนเลี้ยงที่อยู่ใกล้ชิดก็ไม่ควรรบกวนหรือวิตกกังวลกับการเลี้ยงลูกน้อยของแม่แมวมากเกินไป เพราะอาจทำให้แม่แมวหงุดหงิดและเครียดจนอาจทำร้ายลูกของตัวเองได้

3 สูตรอาหารแมว ที่คนรักแมวทำเองได้

ความสุขของคนรักแมว นอกจากชื่นชมความสวยงามความน่ารักขี้เล่นของแมวที่เลี้ยงไว้แล้ว เชื่อว่าหลายๆคนยังชอบการทำอาหารหรือปรุงอาหารให้แมวด้วยตัวเอง สูตรอาหารแมวที่ทาสแมวคิดค้นขึ้นมายังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนทั้งช่วยบำรุงขนและบำรุงสุขภาพ วันนี้เรามี 3 สูตรอาหารแมวมาแนะนำ

สูตรที่ 1 อาหารบำรุงแมวป่วย
เครื่องปรุงและส่วนประกอบ
1. เนื้อไก่ 500 กรัม
2. แครรอท 1 หัว
3. ผักกาดขาว 100 กรัม
4. นมแพะ
วิธีทำ
1. ต้มหรือนึ่งเนื้อไก่ให้สุกแล้วพักไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาฉีกหรือสับเป็นชิ้นเล็ก
2. ปอกเปลือกแครรอทแล้วหั่นเป็นท่อนเล็กๆ
3. ล้างผักกาดให้สะอาด
4. นำแครอทไปนึ่งรวมกับผักกาด (ผักกาดแกะเป็นก้านๆ) สุกแล้วยกลงพักไว้ให้เย็นแล้วนำมาสับให้ละเอียด
5. จากนั้นนำมาคลุกเคล้ากับเนื้อไก่สับผสมด้วยนมแพะให้พอขลุกขลิก แล้วนำไปนึ่งประมาณ 10-20 นาทีพักไว้ให้เย็น
6. ตักใส่ถุงหรือกล่องเล็กๆให้พอแมวกินในแต่ละมื้อแล้วนำไปเข้าตู้เย็นแช่ไว้กินได้หลายวัน
7. เวลาจะใช้นำไปอุ่นให้ร้อนก่อนแล้วพักไว้ให้เย็น ก่อนนำไปให้แมวกิน ดีต่อสุขภาพแมว

สูตรที่ 2 อาหารปรุงสำเร็จสำหรับแมวหลายตัว
เครื่องปรุงและส่วนประกอบ
1. ข้าวสาร 1 ถ้วย
2. ตับไก่ 200 กรัม สับละเอียด
3. เนื้อไก่สับละเอียด 200 กรัม
วิธีทำ
ผสมข้าวสาร ตับสับละเอียด และเนื้อไก่สับ เติมน้ำไปหุงในหม้อข้าว เหมือนหุงข้าวปกติทั่วไป สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่เลี้ยงแมวหลายๆตัว

สูตรที่ 3 ข้าวสวยคลุกเนื้อปลา
ส่วนประกอบ
1. ข้าวสวยตามปริมาณที่แมวกิน
2. ปลาทูสด หรือปลาซาบะสดๆ
วิธีทำ
1. นำปลาทูสด หรือปลาซาบะมาต้มให้สุก โดยไม่ต้องปรุงรส
2. แกะเอาเฉพาะเนื้อปลา ชนิดใดชนิดหนึ่งที่เราต้องการนำมาคลุกกับข้าวสวยในปริมาณที่พอสำหรับแมว
3. เนื้อปลาอาจนึ่งแล้วแล้วแกะเอาแต่เนื้อเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 2-3 วัน เวลาใช้นำมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นก่อนนำไปเลี้ยงแมว
4. วิธีนี้สะดวกสบาย สำหรับคนที่ต้องเร่งรีบไปทำงานเพราะข้าวสวยที่ใช้เลี้ยงแมวก็เป็นข้าวที่เราทานอยู่แล้ว

3 เรื่องน่ารู้ ก่อนเตรียมตัวเลี้ยงน้องแมว

แมว สัตว์เลี้ยงที่ชอบร้องเหมียวๆ แล้วประจบด้วยการเข้ามาคลอเคลีย ทำให้หลายคนหลงใหลและคิดจะหาแมวมาเลี้ยงไว้ดูเล่น แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงแมวนอกจากความรักและชื่นชอบเป็นส่วนตัวแล้ว 3 เรื่องน่ารู้ต่อไปนี้ ก็เป็นสิ่งที่ทาสแมวควรเรียนรู้ก่อนเตรียมตัวเลี้ยงน้องแมว

1. เรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงและดูแลแมว
การเลี้ยงแมวเริ่มมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ การเลือกสายพันธุ์แมว ลูกแมวมีหลายราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ต้องการนำมาเลี้ยง เช่น แมวพันธุ์ไทย แมวสายพันธุ์ต่างประเทศ ยกเว้นกรณีนำแมวจรจัดหรือขอลูกแมวมาเลี้ยงดูด้วยความเมตตาสงสารไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เช่น ค่าอาหารแมว ค่าฉีดวัคซีน และค่ายาหรือค่ารักษาเมื่อแมวมีอาการเจ็บป่วย
สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและการดูแลรักษา ผู้เลี้ยงต้องศึกษาเป็นลำดับแรกๆ เนื่องจากมีผลต่อการเลือกสายพันธุ์แมว เช่น แมวขนยาวการดูแลย่อมมีมากกว่าแมวขนสั้น หรือการเลี้ยงแมวพันธุ์ไทยและแมวจรจัดกินอาหารง่ายกว่าสายพันธุ์แมวต่างประเทศ

2. นิสัยและลักษณะเฉพาะของแมว
แมวเป็นสัตว์ที่รักความเป็นอิสระ ซน ไม่อยู่นิ่ง และมีสัญชาตญาณความเป็นนักล่า มีความอยากรู้อยากเห็นและหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา หากไม่คุ้นเคยหรือไม่ได้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดอาจข่วนหรือทำร้ายคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเด็กๆ ได้ ช่วงเป็นสัดหรือต้องการผสมพันธุ์หากเป็นแมวเพศผู้มักจะหนีหายออกจากบ้าน ส่วนเพศเมียจะมีแมวตัวผู้ที่ต้องการผสมพันธุ์ด้วย มาร้องเสียงดังรบกวนในช่วงกลางคืน
ส่วนลักษณะนิสัยและพฤติกรรม แมวมีเล็บที่แหลมคมเพราะคอยขีดข่วนวัสดุสิ่งของอยู่เสมอ เพื่อเป็นการลับคมเล็บโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้สิ่งของภายในบ้านเสียหายเกิดริ้วรอยหรือฉีกขาดได้

3. อายุขัยของแมว
การศึกษาเรื่องอายุขัยของแมว เริ่มจากการนำลูกแมวมาเลี้ยงไม่ควรอายุน้อยกว่า 8 สัปดาห์ เพราะยังไม่แข็งแรงเพียงพอ ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีเมื่อนำมาเลี้ยงอาจกลายเป็นแมวขี้โรค อายุลูกแมวควรอยู่ระหว่าง 8-12 สัปดาห์ ซึ่งการเลี้ยงแมวตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวทำให้ฝึกการขับถ่ายและทำให้คุ้นเคยกับคนเลี้ยงได้ง่าย
สำหรับอายุขัยของแมว หากได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค รักษาความสะอาดไม่ให้มีเห็บหมัดรบกวน แมวจะมีอายุยืนเฉลี่ยที่ประมาณ 10-15 ปี

การที่แมวมีอายุยืนสามารถอยู่กับเราได้ยาวนานถึง 10-15 ปี การนำมาเลี้ยงนอกจากจะต้องศึกษา 3 เรื่องน่ารู้ที่กล่าวมาแล้ว ยังดูที่ความพร้อมของผู้เลี้ยงว่าสามารถเลี้ยงดูน้องแมวให้มีความสุขเป็นเพื่อนคลายเหงาหรือเป็นเพื่อนเล่นกับเราให้มีอายุยืนยาวตามอายุขัยได้มากน้อยเพียงใดอีกด้วย

การดูแลลูกแมวแรกคลอด

มื่อแรกเกิดลูกแมวยังไม่มีภูมิคุ้มกันใดๆ การดูแลลูกแมวจึงต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ช่วงแรกคลอดภายใน 24 ชั่วโมง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ดูดน้ำนมเหลืองจากอกแม่เสียก่อน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันและที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการดูแลเรื่องพัฒนาการ เช่น อาหาร สภาพแวดล้อม สุขภาพ การเข้าสังคม รวมถึงการฝึกวินัยต่างๆ ให้กับลูกแมวตั้งแต่วัยเด็ก หากขาดการดูแลอย่างถูกต้องลูกแมวอาจจะติดเชื้อทำให้ระบบภายในร่างกายล้มเหลวและเสียชีวิตได้

การดูแลอาหาร ลูกแมวแรกคลอด
อาหารที่สามารถป้อนลูกแมวแรกคลอดคือนมผงแมว หรือ นมแพะ ซื้อได้จากคลินิกสัตวแพทย์ หรือตามร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ทั่วไป การป้อนนมที่สะดวกคือการป้อนผ่านกระบอกฉีดยา แล้วค่อยๆ หยดใส่ปากทีละหยด หรือจะใช้ผ้าก็อตพันรอบๆปลายกระบอกฉีดยาให้คล้ายจุกนมแล้วค่อยกดกระบอกให้ลูกแมวดูด จับแมวในท่านั่ง หากป้อนในท่านอนอาจสำลักทำให้เป็นโรคปอดหรือจุกที่ลำคอเสียชีวิตได้ เมื่ออิ่มจะสังเกตเห็นฟองนมอยู่รอบๆปาก ให้หยุดป้อนและใช้ผ้าสะอาดเช็ดป้องกันนมบูด      supporthealthypets.com

การดูแลระบบขับถ่าย ลูกแมวแรกคลอด
ลูกแมวนั้นยังขับถ่ายเองไม่เป็นเพราะระบบการทำงานของร่างกายยังไม่สมบูรณ์ แต่แมวจะส่งเสียงร้องเจ็บปวดเมื่ออยากขับถ่าย เราสามารถกระตุ้นได้โดยนำผ้านุ่มๆ หรือ สำลี ชุบน้ำอุ่นเช็คที่อวัยวะเพศ หรือรูทวาร แมวจะขับถ่ายภายใน 2 นาที เมื่อครบ 3 สัปดาห์จะเริ่มขับถ่ายเองได้ สังเกตเมื่อมีอาการที่แมวจะขับถ่าย ให้ขับวางที่กระบะทรายจะช่วยฝึกการขับถ่าย

การดูแลเรื่องการนอน ลูกแมวแรกคลอด
การพักผ่อนแมวเล็กใช้เวลาในการนอนเกือบ 90% เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น จัดมุมนอนโดยใช้ผ้านุ่มๆ รอง หรือมีหลอดไฟเปิดห่างประมาณ 1 ฟุต หากขาดความอบอุ่นจะทำให้ความดันตกและเสียชีวิตได้ วิธีสังเกตหากลูกแมวนอนรวมกันแสดงว่าหนาว หากมีอาการที่ผิดปกติ เช่น ส่งเสียงร้องตลอดเวลา ซึม น้ำหนักลด กินนมได้น้อย ปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม อุจจาระมีสีเทาหรือสีเขียวเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ควรปรึกษาสัตวแพทย์

นอกจากนั้น การดูแลลูกแมวในที่จำกัดแบบปิดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ ทำความสะอาดได้ง่าย การให้ความรักความอบอุ่นกับลูกแมวนั้นมีความจำเป็น สมาชิกในบ้านควรแบ่งเวลาเล่นด้วยวันละครึ่งชั่วโมง มีของเล่น เช่น กล่องเล็กๆ ให้ได้ออกกำลังกาย มีผ้าที่มีขนอ่อนนุ่นให้นอนเล่น ช่วยให้แมวมีนิสัยติดบ้าน ไม่สร้างปัญหาออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านตอนโต แมวที่สุขภาพดีทั้งร่ายกายและจิตใจนั้นจะหลับง่าย ไม่ส่งเสียงร้องกวน มีความซุกซน ขนไม่ร่วง รูปร่างปุกปุย น้ำหนักไม่ลด กินอาหารและนมได้ปกติ

การดูแลแมวท้อง และสิ่งที่ควรระวัง

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และใช้เวลาตั้งท้องเพียง 63 วัน หรือ 9 สัปดาห์เท่านั้น ในการตั้งท้องแต่และคราวแมวจะมีลูกพร้อมกันหลายตัว ดังนั้น วิธีการดูแลแมวท้องเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของแม่แมวและพัฒนาการที่ดีของลูกแมวตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่จนถึงหลังคลอด มีสิ่งที่ต้องดูแลและควรระวัง

ดูแลพัฒนาของแม่แมวและลูกแมวในท้อง
1 เดือนนับจากวันเริ่มผสมพันธุ์ ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอาการที่เห็นได้ชัดเจน คือ แม่แมวจะกินและนอนบ่อยขึ้น บางตัวจะซุกซนน้อยลง ท้องจะเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ราวนมและหัวนมจะตึงเป็นสีชมพู เมื่อแม่แมวนอนตะแคงหากใช้มือกดเบาๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงก้อนเล็กๆที่ท้องได้ ทั้งนี้เพื่อความแน่ใจควรพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจอายุครรภ์ อัลตราซาวด์ดูพัฒนาการ เช่น เต้นของหัวใจและอื่นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ทราบจำนวนลูกแมวได้ด้วย   sbobet-sbobet.org

การดูแลในช่วงนี้เนื่องจากมีลูกแมวจำนวนมากและอายุครรภ์สั้น จึงควรเอาใจใส่เรื่องสุขภาพและอาหารการกินเป็นพิเศษ ควรเน้นอาหารพวกโปรตีน ออกกำลังกายได้ตามปกติ งดให้ยาบำรุงเพื่อป้องกันครรภ์เป็นพิษ จัดมุมที่เงียบสงบให้พักผ่อน

ดูแลก่อนคลอดและหลังคลอด
แม่แมวเมื่อท้องแก่จะเคลื่อนไหวช้าลงและมักจะมาคลอเคลียเจ้าของ เจ้าของควรช่วยลูบตามตัว ตามท้องเบาๆ ให้ผ่อนคลายได้ สถานที่เตรียมคลอดของแม่แมวนั้นต้องมีความเป็นส่วนตัว นั่นคือ ต้องมีความเงียบ ความอบอุ่น เพียบพร้อมด้วยน้ำและอาหารอยู่ข้างๆ อาจจะใช้ตะกร้าใบใหญ่ ปูทับด้วยผ้าสำหรับรองรับลูกแมวที่ถูกขับออกมาและใช้ผ้าคลุมด้านบนอีกที ช่วง 1 ชั่วโมงก่อนคลอดแม่แมวจะหายใจแรงและเร็วและสังเกตเห็นลูกๆ ดิ้นได้ชัดเจน บางตัวอาจจะส่งเสียงร้องเบาๆ
ลูกแมวแต่ละตัวจะถูกขับช่วงหัวและขาหน้าแนวลำตัวออกมาก่อน แต่บางตัวอาจจะถูกขับส่วนท้ายออกมาก็ไม่ผิดปกติแต่อย่างใด การปฐมพยาบาลลูกแมวหลังคลอดทำได้โดยใช้ลูกยางแดงเล็กๆ ดูดน้ำคร่ำตามจมูกและปากออกให้หมด ใช้สำลีชุบน้ำอุ่น เช็ดตามใบหน้าและตามตัว หากจะอาบน้ำต้องระวังอย่าให้น้ำเข้าตาและจมูก ลูกแมวนั้นมักจะหนาวง่ายให้ใช้ผ้าเช็ดตามตัวให้แห้ง ใช้ไดร์เป่าช่วยก็จะดี หลังจากนั้นเราช่วยแม่แมวด้วยการนำลูกๆมาวางใกล้ๆแม่เพื่อรับไออุ่นและดูดนมได้ หลังจากนั้นควรปล่อยให้แม่แมวดูแลลูกๆเอง หากถูกรบกวนอาจจะคาบลูกหนีไปได้

การดูแลแมวท้องมีข้อควรระวัง คือ หากแม่แมวหมดแรงเบ่ง หรืออ่อนเพลียมาก หรือลูกแมวออกมาไม่ครบ ควรรีบนำส่งสัตวแพทย์เพื่อป้องกันแม่แมวและลูกเสียชีวิต

วิธีดูแลขนแมวเปอร์เซีย

วิธีดูแลขนแมวเปอร์เซีย

แมวเปอร์เซีย เป้นแมวพันขนยาวที่มีขนสวย แต่ถ้าขาดการดูแล บำรุงอยู่เสมอก็คงเป็นขนแมวที่ไม่สวย ไม่นุ่มลื่นและพันกันจนเป็นสังกะตังได้ ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการดูแลขนแมวเปอร์เซียอย่างไรให้ดูสวยแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ แต่ต้องระวังเชื้อรา ที่เป็นปัยหาใหญ่สำหรับเจ้าของแมวเปอร์เซียที่ต้องใช้เวลาในการรักษา สามารถติดเชื้อสู่คนได้

สิ่งแรกที่เราต้องดูแลคือ อาหารของแมวเปอร์เซียต้องเป็นสูตรบำรุงขน ป้องกันก้อนขนอุดตัน จากนั้นก็เลือกใช้แชมพูอาบน้ำสำหรับแมวขนยาว จะมีการบำรุงขนให้เงางาม มีแชมพูสูตรป้องกันสังกะตังสำหรับแมวด้วย มีนวัตกรรมใหม่ที่เป็นทรีทเม้นบำรุงขนแมว เพียงแค่ฉีดลงบนขน จากนั้นลูกให้ทั่วโดยไม่ต้องล้างออก เหมือนโลชั่นบำรุงขน

จากนั้นต้องซื้อแปรงขนแมวไว้สำหรับแปรงขนหรือหวีขนให้แมวเปอร์เซียทุกวัน เพื่อที่ให้ขนของเค้าไม่พันกัน ไม่เป็นสังกะตัง ขนจะยาวสวย ให้แปรงขนทุกวันหากทำได้ หรือวันเว้นวันก็ได้ แปรง

วิธีรักษาแมวป่วยที่ถูกวิธี

ภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาการเจ็บป่วยก็มักจะเกิดขึ้นได้กับสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างเช่น เจ้าแมวเหมียว สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งอากาศร้อนอบอ้าว ฝนตก หรืออากาศหนาว มักทำให้เจ้าแมวเหมียวมีอาการซึม ไม่กินอาหาร มีน้ำมูก มีไข้และตัวร้อน อาการป่วยไข้ของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้มีวิธีดูแลอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลและคำแนะนำดีๆมาฝาก

อาการเจ็บป่วยและสาเหตุของโรค
แมวมีโอกาสเจ็บป่วยหรือเป็นไข้หวัดได้เหมือนคน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ร่างกายปรับสภาพไม่ทันก็อาจทำให้ป่วยไข้ได้ เช่น อาการไข้หวัด สัตวแพทย์จะเรียกโรคหวัดแมวว่า Cat Flu เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด และมักจะพบในกลุ่มแมวที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีน สาเหตุของการเกิดโลก เช่น สัมผัสเชื้อไวรัสที่อยู่ตามตัวของแมวหรือเสื้อผ้าของคนเลี้ยง การได้รับเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก และสิ่งคัดหลั่งอื่นๆของแมวที่ป่วยเป็นหวัด     supporthealthypets.com

ลักษณะอาการของแมวเมื่อป่วยเป็นไข้หวัด
1. มีอาการจามหรือไอมากผิดปกติ
2. นอนซึม หมดเรี่ยวแรง เดินไม่ค่อยไหว
3. เบื่ออาหาร ผอมโซ
4. มีไข้ ตัวร้อน บ้างครั้งมีน้ำมูกไหล ขี้ตาเฉอะแฉะมากกว่าปกติ
5. มีแผลในช่องปาก ช่องปากอักเสบ ตาอักเสบมีขี้ตา หรือตาแฉะ

วิธีดูเมื่อเจ้าแมวเหมียวป่วย
1. เมื่อสังเกตอาการและรู้แน่ชัดว่าเจ้าแมวเหมียวป่วยเป็นไข้หวัด หากเลี้ยงแมวไว้หลายตัว ให้คัดแยกแมวที่ป่วยออกจากแมวตัวอื่นๆเพื่อไม่ให้แมวตัวอื่นติดไข้หวัดจากแมวที่ป่วย
2. จัดให้แมวที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ในสถานที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
3. เช็ดทำความสะอาดตาและจมูก เพื่อให้แมวหายใจสะดวกและรู้สึกสบายตัว
4. หมั่นเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่ใช้เลี้ยงแมวป่วยให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่แมวตัวอื่นๆ
5. นำแมวป่วยไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการรักษาอาการป่วย
6. ปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตว์แพทย์

6 วิธีฝึกลูกแมวเบื้องต้น สำหรับทาสแมวมือใหม่

แม้แมวจะเป็นสัตว์ที่ฝึกยาก… แต่อย่าพึ่งคิดว่าจะฝึกไม่ได้ เพราะนิสัยรักอิสระ และเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้เลี้ยงจึงต้องใช้ความอดทนมากกว่า การฝึกสัตว์ ชนิดอื่น ๆ โดยอายุที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกลูกแมวคือ ประมาณ 8 สัปดาห์

การฝึกที่ 1 : เรียกชื่อให้คุ้นเคย และฝึกให้เขาเดินมาหา
จุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือ การฝึกให้เขารู้จักชื่อของตัวเอง โดยการเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูน่ารักและอบอุ่น และถ้าเขาเดินมาหา ก็อย่าลืมให้ขนมเป็นรางวัลด้วยนะคะ จะได้เกิดความอยากทำซ้ำเรื่อย ๆ โดยควรฝึกวันละ 2 – 3 ครั้ง เพราะไม่เช่นนั้นน้องแมวอาจจะเกิดอาการเบื่อไปซะก่อน    catedradehermeneutica.com

การฝึกที่ 2 : ฝึกใช้ปลอกคอและสายจูงกับแมว
จริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวขอให้ คะแนนความยากในการฝึกใช้ปลอกคอและสายจูงกับน้องเหมียว นี้ เป็นระดับ Top 3 เลยนะคะ เพราะว่าถ้าเมื่อไรเราจับใส่สายจูงปุ๊บ ก็จะลงนอนฟุบปั๊บ วิธีฝึกอย่างถูกต้องก็คือ ช่วงแรกอาจจะต้องปล่อยให้เขาเดินลากสายจูงไปเองก่อน หลังจากที่เขาเริ่มชินแล้ว เราก็ค่อยจับสายจูงทีนี้ ก็จะสามารถควบคุมทิศทางได้แล้ว

การฝึกที่ 3 : ฝึกให้กินอาหารเป็นเวลา
สำหรับลูกแมวที่อายุต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ควรให้กินอาหารวันละ 4 มื้อ แล้วหลังจากนั้น ให้ลดลงเหลือวันละ 3 มื้อก็พอค่ะ ส่วนน้องแมวที่โตเต็มวัยสามารถกินอาหารเพียงแค่วันละ 2 มื้อ คือ มื้อเช้า และมื้อค่ำ และที่สำคัญอย่าลืมให้อาหารในเวลาเดียวกันทุกครั้ง เขาจะได้มีนิสัยกินอาหารเป็นเวลา

การฝึกที่ 4 : เรื่องการขับถ่ายต้องในกระบะทรายเท่านั้น
สัญชาตญาณของแมวเขาจะรู้อยู่แล้วว่า… ที่นี่คือห้องน้ำของเขานะ เราเพียงช่วยกระตุ้นให้เขารับรู้ได้ไวขึ้น โดยการจับตัวเขาไปวางไว้ใ
กระบะขับถ่าย จากนั้นเขาก็จะดม ๆ ตะกุย ๆ เพื่อทำความคุ้นเคย การฝึกนี้ไม่ยากเลย

การฝึกที่ 5 : การลับเล็บถ้าไม่ฝึก รับรองเฟอร์นิเจอร์ต้องพังแน่นอน
เพื่อปกป้องเฟอร์นิเจอร์ของเราไม่ให้พังหรือหมดอายุไปก่อนกาลเวลาอันควร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีที่ให้เจ้าเหมียวสำหรับลับเล็บ ไม่ว่าจะเป็นเสาลับเล็บที่มีช่อหญ้าแมว หรือกระดาษลังแข็ง ๆ แผ่นเรียบวางทับบนหญ้าแมวก็ได้ ในช่วงที่อยู่ระหว่างการฝึก อย่าลืมให้รางวัลพร้อมคำชม เมื่อเขามาใช้บริการที่ลับเล็บเสร็จด้วยก็จะดีมากเลย ถือเป็นรางวัลให้กับเจ้าเหมียวและยังช่วยรักษาเฟอร์นิเจอร์ให้บ้านของเราได้อีกด้วย

การฝึกที่ 6 : ไม่ดุด่า ไม่ทุบตี เป็นคุณครูที่ดีให้กับเจ้าเหมียว
อย่าทำให้เขาเกิดอาการกลัว ไม่ตะโกนใส่หรือทุบตี เขาอาจจะทำผิด ทำไม่ถูกใจ แต่อย่าลืมว่าเขาเป็นสัตว์ และพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ก็ต้องให้เวลาเขาได้เรียนรู้และพัฒนาไปพร้อม ๆ กันกับเรา เรียกได้ว่าต้องใช้ทัศนคติเชิงบวก และใจเย็น ๆ กับสัตว์เลี้ยงที่แสนน่ารักเหมือนเป็นคุณครูที่ดีคนหนึ่ง

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพแมว

แมวถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักของหลายๆ ครอบครัว ซึ่งก็ต้องการการดูแลไม่ต่างจากคน ต้องให้ทั้งความรักและความเอาใจใส่ในสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวจะต้องร่วมกันดูแล เนื่องจากถ้าดูแลไม่ดีก็ย่อมเกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคหวัดแมว พยาธิ หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่อาจแพร่มาสู่คนได้ ซึ่งผู้เลี้ยงเองจะต้องดูแลให้ถูกวิธี เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีรูปร่างขนาดเล็ก ขนาดลำตัวยาว ช่วงขาสั้น และจัดอยู่ในกลุ่มของประเภทสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร มีเขี้ยวและเล็บแหลมคมสามารถหดซ่อนเล็บได้เช่นเดียวกับเสือ สืบสายเลือดมาจากแมวป่าที่มีขนาดใหญ่กว่า มีหลากหลายสายพันธุ์ ตามปกติแมวเป็นสัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยเหมือนสุนัข แต่ถ้าแมวกินอาหารได้น้อยและมีอาการซึมผิดปกติควรรอดูอาการประมาณ 1-2 วันก่อน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นค่อยพาไปหาหมอ ซึ่งปกติแมวธรรมดาบ้านเราก็จะมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 14-16 ปีเท่านั้น และเพื่อให้เขามีสุขภาพดีอายุยืนและอยู่กับเราไปยาวนาน นี่คือ 5 เคล็ดลับในการดูแลสุขภาพแมว

1. ควรพาแมวอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ไปเริ่มฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดต่อสำคัญต่างๆ ทั้งโรคไข้หวัด แมว โรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงการถ่ายพยาธิในลำไส้ นอกจากนี้ ควรป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจทุกๆ เดือน และควรกำจัดหมัดและไรในหูด้วยการหยดยาเป็นประจำทุกเดือนด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

2. ทำหมันแมว ทั้งแมวตัวผู้และตัวเมียตั้งแต่เล็ก เพราะสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป เพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวในการหวงอาณาเขต หรือการต่อสู้ในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งการทำหมันในตัวเมียยังช่วยลดมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย และยังช่วยลดการออกไปเที่ยวนอกบ้านในแมวเด็กได้ด้วย

3. การเลือกอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมให้กับลูกแมวเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรให้อาหารเม็ดสลับกับอาหารเปียก จะเลือกแบบที่เป็นกระป๋องหรือที่ผู้เลี้ยงปรุงเองก็ได้ หากเลือกแบบสำเร็จรูป ควรเลือกอาหารที่ให้คุณประโยชน์ครบถ้วน แนะนำแบบที่ทำจากปลาแท้ๆ มีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงขนให้สวย มีสุขภาพผิวที่ดี แถมยังมีแคลเซียมเพื่อกระดูกและฟันแข็งแรง และมีทอรีนเพื่อดวงตาสดใส โดยต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดและช่วงวัยของแมว และที่สำคัญอย่าลืมให้แมวได้กินน้ำอย่างเพียงพอด้วย

4. การเลี้ยงแมวนั้น ทางที่ดีควรฝึกให้อยู่ในบ้านตั้งแต่เด็ก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ได้ เพราะนอกบ้านนั้นมีโรคมากมายที่แมวจะไปติดมาได้ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสเอดส์แมว ไวรัสลิวคีเมียที่เกิดจากการกัดกัน หรือโรคไข้หวัดแมว ที่จะมีอาการจาม น้ำมูกไหล ถ้าเราฝึกตั้งแต่เล็ก แมวก็จะชินและอยากอยู่บ้านมากกว่าแมวที่โตแล้วที่ยากที่จะฝึกให้อยู่บ้านได้ ซึ่งเราอาจหาของเล่น หรือสิ่งดึงดูดใจที่เจ้าแมวชอบไว้คอยหลอกล่อให้อยู่บ้านจะดีที่สุด

5. ไม่ควรเลี้ยงแมวไว้ในที่เดียวกันมากเกิน 3 ตัว เพราะการเลี้ยงรวมกันหลายตัวอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งแมวทะเลาะกัน หรือแมวไม่ได้รับการดูแลทั่วถึง จนอาจป่วยและไม่แสดงอาการ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเผยแพร่เชื้อโรคไปยังแมวตัวอื่นๆ ได้ ดังนั้น การเลี้ยงแมวบ้านละไม่เกิน 3 ตัวก็เพียงพอ เพื่อจะได้ดูแลสุขภาพและให้ความรักได้อย่างทั่วถึง

« Older posts Newer posts »

© 2019 C a t

Theme by Anders NorenUp ↑